<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263</id><updated>2012-02-16T15:55:05.786+07:00</updated><category term='ชีววิทยาทางการแพทย์'/><category term='ชีววิทยากับสุขภาพ'/><title type='text'>Science&amp;Health</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>17</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-9125157046521877925</id><published>2010-05-21T21:26:00.002+07:00</published><updated>2010-05-21T21:30:39.432+07:00</updated><title type='text'>บัญญัติ 8 หนีโรคเครียดการเมือง</title><content type='html'>&lt;p&gt;1. หันเหความสนใจไปเรื่องอื่นโดยหลีกเหลี่ยงการพูดคุยเรื่องการเมือง  ปิดรับข่าวสารการเมืองทุกชนิดแล้วเปิดไปดูละครทีวี(ทั้งน้ำเน่าและน้ำดี)  เพื่อความบันเทิงเริงใจไปก่อน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. ลดความสำคัญของปัญหาลงมาชั่วขณะ ให้ความสำคัญกับเรื่องเร่งด่วน  ตามหลักอื่นๆบ้าง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. หาทางระบายออกโดยเลือกผู้ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. ออกกำลังกายและพักผ่อน  โดยพยายามทำสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ  ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอขึ้น &lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. ฝึกวิชาผ่อนคลายตัวเอง เช่น ฝึกสติและสมาธิ ฝึกโยคะ  ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เช่น การกำหนด ลมหายใจเข้า - ออก &lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. หันหาวิธีการที่ทำให้สงบ อาจจะใช้ศาสนามาช่วยขัดเกลาจิตใจ  เพื่อปล่อยวาง  โดยการหาทางพัฒนาจิตใจให้มีภูมิคุ้มกันเช่นหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด  ซึ่งอาการดังกล่าว จะหายไปได้เอง เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง  หรือละความสนใจในเรื่องอื่นบ้าง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;7.ใช้ยาช่วยตามอาการ เช่น ยาคลายเครียด ยานอนหลับ  ซึ่งต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาสั่งให้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;และ8 .หากมีอาการทั้งหมดเกินกว่า 1 สัปดาห์  ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาหรือจิตแพทย์&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่มา http://www.panyathai.or.th&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/853/5853/images/app-0001.jpg"&gt;&lt;img style="display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 250px; height: 395px;" src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/853/5853/images/app-0001.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-9125157046521877925?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/9125157046521877925/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2010/05/8.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/9125157046521877925'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/9125157046521877925'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2010/05/8.html' title='บัญญัติ 8 หนีโรคเครียดการเมือง'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-1509968186485111562</id><published>2009-09-17T09:22:00.001+07:00</published><updated>2009-09-17T09:23:14.193+07:00</updated><title type='text'>ภาวะเหงื่อออกบริเวณฝ่ามือและรักแร้มากกว่าปกติและการรักษา (Hyperhidrosis)</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;font-size:85%;color:#007ea8;"&gt;ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ บริเวณมือและรักแร้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;span style="font-family:Tahoma;font-size:85%;color:#333333;"&gt;เป็น ภาวะที่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกและไม่สบายใจอย่างมากกับผู้ป่วย เนื่องจากจะทำให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกไม่สะดวกในการออกสังคมและใช้ชีวิตได้ อย่างปกติสุข ผู้ป่วยจะมีเหงื่อ&lt;span&gt;อ&lt;/span&gt;อกมากผิดปกติ บริเวณรักแร้และฝ่ามือซึ่งเปียกมากกว่าคนปกติโดยทั่วไป ทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ ไม่สบายใจ และมีความกังวลอย่างมากต่อการออกสังคม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;font-size:85%;color:#007ea8;"&gt;ภาวะดังกล่าว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;font-size:85%;color:#333333;"&gt;เป็น กลุ่มอาการที่เกิดจากมีการทำงานที่มากกว่าปกติของระบบประสาทที่ควบคุมการทำ งานของต่อมเหงื่อ ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของต่อมใต้สมอง โรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น เบาหวาน วัณโรค มะเร็งเม็ดโลหิตขาว ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติที่เรียกว่า pheochromocytoma แต่ส่วนใหญ่มักไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ภาวะดังกล่าวพบได้ประมาณ 1% ของประชากรโดยรวม และมักจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับการกระตุ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงภาวะแวดล้อมภาย นอก เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความเครียด การตื่นเต้นตกใจ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีเหงื่อออกมาผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณ ใบหน้า ศรีษะ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือ รักแร้&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;font-size:85%;color:#007ea8;"&gt;การรักษาความผิดปกติดังกล่าวมักให้การรักษาทางยาเป็นหลัก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;span style="font-family:Tahoma;font-size:85%;color:#333333;"&gt;ซึ่ง ยาที่ใช้มักจะเป็นยาในกลุ่มที่ลดการขับเหงื่อ ยาที่มีคุณสมบัติในการกระชับรูขุมขน หรือยาที่ใช้ดูดซับเหงื่อ การรักษาดังกล่าวมักจะเป็นการรักษาชั่วคราว และมักเกิดผลแทรกซ้อนขึ้น เช่น มีการระคายเคืองผิวหนังเมื่อมีการใช้นานๆ มีการอุดตันของรูขุมขน หรือภาวะแทรกซ้อนของการใช้ยาอื่นๆ เช่น ปากแห้ง การมองเห็นภาพที่ผิดไปจากปกติจากยาในกลุ่มที่ลดการขับเหงื่อ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;font-size:85%;color:#007ea8;"&gt;การรักษาอีกวิธีที่ให้ผลการรักษาได้ดีมากในระยะยาว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;span style="font-family:Tahoma;font-size:85%;color:#333333;"&gt;ผู้ ป่วยไม่จำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลนาน โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังการผ่าตัดภายใน 2 วัน และมีภาวะแทรกของการรักษาน้อยมาก คือการผ่าตัดส่องกล้อง เพื่อเข้าไปแยกเส้นประสาทที่ควบคุมการขับเหงื่อบริเวณรักแร้และฝ่ามือ ซึ่งอยู่ภายในช่องเยื่อหุ้มปอด การผ่าตัดด้วยวิธีดังกล่าวผู้ป่วยจะมีแผลขนาดเล็กมาก เพียงประมาณ 1 ถึง 2 เซ็นติเมตรเพียงแผลเดียว บริเวณใกล้รักแร้ ศัลยแพทย์ทรวงอกที่ทำการผ่าตัด จะสอดกล้องที่มีเครื่องมือขนาดเล็กเข้าไปในช่องปอดเพื่อทำการแยกเส้นประสาท ดังกล่าว&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;font-size:85%;color:#007ea8;"&gt;โดยขณะทำการผ่าตัด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;font-size:85%;color:#333333;"&gt;ผู้ ป่วยจะหลับภายใต้การดูแลของวิสัญญีแพทย์ตลอดการผ่าตัดเป็นอย่างดีตลอดเวลา รวมถึงมีการติดตามผลการผ่าตัดระหว่างที่ผู้ป่วยหลับ เพื่อให้แน่ใจว่าการผ่าตัดจะให้ผลการรักษาที่ดีที่สุด และโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยมากที่สุด ระยะเวลาในการผ่าตั&lt;span&gt;ด&lt;/span&gt;สั้น และเมื่อตื่นขึ้นมาหลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะเจ็บแผลน้อยมาก หลังผ่าตัดก็จะไม่มีสายระบายอื่นใดนอกจากสายน้ำเกลือ จึ่งจะถอดออกได้ในวันเดียวกันหลังจากผู้ป่วยสามารถทานอาหารได้ตามปกติ การรัษาด้วยวิธีดังกล่าวนับเป็นวิวัฒนาการของการรักษาภาวะเหงื่อออกมากที่ ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าดีที่สุด มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก และให้ผลการรักษาในระยะยาวสูงสุด&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;img src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/ramgen.jpg" alt="image" border="0" width="150" height="110" /&gt; &lt;span&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;img src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/Lung.jpg" alt="image" border="0" width="150" height="110" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt; ภาพแผลผ่าตัด                &lt;span&gt; &lt;/span&gt;ภาพขณะผ่าตัด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;strong&gt;&lt;a href="http://www.bangkokhospital.com/thai/finddoctor/doctor_sche.asp?DrID=461&amp;amp;name=%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%84%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2&amp;amp;surname=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3"&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;font-size:85%;color:#008000;"&gt;นายแพทย์ โชคชัย สุวรรณกิจบริหาร&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-19-03-09-14/1568--hyperhidrosis&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-1509968186485111562?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/1509968186485111562/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/09/hyperhidrosis.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/1509968186485111562'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/1509968186485111562'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/09/hyperhidrosis.html' title='ภาวะเหงื่อออกบริเวณฝ่ามือและรักแร้มากกว่าปกติและการรักษา (Hyperhidrosis)'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-1331987471107613129</id><published>2009-07-31T23:52:00.000+07:00</published><updated>2009-08-01T00:45:21.779+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชีววิทยาทางการแพทย์'/><title type='text'>Leptospirosis</title><content type='html'>&lt;span style=";font-family:times new roman;font-size:100%;"  &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Leptospirosis (โรคฉี่หนู)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;   &lt;span style="font-weight: bold;font-family:times new roman;" &gt;พาหะนำโรค&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;-เกิดจากฉี่หนูตามชื่อเรียก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt; &lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;-อาจจะเกิดจากสัตว์อื่นได้อีก เช่น สุนัข หนู โค กระบือ สุกร แพะ แกะ สัตว์เลี้ยงในบ้าน เป็นต้น แต่พบมากในหนู&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:times new roman;" &gt;การติดต่อ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;เป็นโรคที่ติดจากคนสู่คน&lt;/span&gt;  &lt;span style="font-weight: bold;font-family:times new roman;" &gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุ&lt;/span&gt; &lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียว &lt;/span&gt;&lt;i style="font-family: times new roman;"&gt;(spirochete)&lt;/i&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt; ชื่อ &lt;/span&gt;&lt;a style="font-family: times new roman;" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2" title="เล็บโตสไปร่า"&gt;เล็บโตสไปร่า&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt; อินเทอโรแกนส์ &lt;/span&gt;&lt;i style="font-family: times new roman;"&gt;(Leptospira interrogans)&lt;/i&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt; ซึ่งมีความหลากหลายทางซีโรวิทยามากกว่า 200 ซีโรวาร์ &lt;/span&gt;&lt;i style="font-family: times new roman;"&gt;(serovars)&lt;/i&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt; เชื้อชนิดนี้อาศัยอยู่ในท่อหลอดไตของสัตว์ได้หลายชนิด โดยมีหนูเป็นแหล่งรังโรคที่สำคัญที่สุด บางซีโรวาร์มีความจำเพาะกับสัตว์บางชนิด เชื้อสามารถมีชีวิตได้นานหลายเดือนหลังจา&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;กถูกขับออกทางปัสสาวะจากสัตว์ที่มีเชื้อ โดยที่สัตว์อาจจะไม่มีอาการแต่สามารถปล่อยเชื้อได้เป็นเว&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;ลาหลายสัปดาห์หรืออาจจะตลอดชีวิตสัตว์&lt;/span&gt;  &lt;span style="font-weight: bold;font-family:times new roman;" &gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;-high fever (ไข้สูง)&lt;/span&gt; &lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;-yellow sky (ตัวเหลือง)&lt;/span&gt; &lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;-mild icteric sclera (ตาขุ่นมัว)&lt;/span&gt; &lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;-pallor (ซีด)&lt;/span&gt; &lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;-hepatosplenomegaly (ตับและม้ามโต) &lt;/span&gt;; hepato-(ตับ), spleno-(ม้าม)&lt;br /&gt;-melena (มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร)&lt;br /&gt;-hematuria (มีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ)&lt;br /&gt;หมายเหตุ: ผู้ป่วยอาจจะมีอาการไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่เกิดขึ้น เช่นบางรายอาจจะไม่มีอาการตับและม้ามโต&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span class="mw-headline"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-family:times new roman;" &gt;การป้องกัน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;-กำจัดหนู&lt;br /&gt;-ควรสวมชุดป้องกัน เช่น รองเท้าบู๊ต ถุงมือ ถุงเท้า เสื้อผ้า&lt;br /&gt;-หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นพาหะ ของโรคดังกล่าว&lt;br /&gt;-หลีกเลียงการว่ายน้ำที่อาจจะมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่&lt;br /&gt;-หลีกเลี่ยงไม่ไปสัมผัสปัสสาวะโค กระบือ หนู สุกร และไม่ใช้แหล่งน้ำที่สงสัยว่าอาจปนเปื้อนเชื้อ หลีกเลี่ยงอาหารที่ปล่อยค้างคืน โดยไม่มีภาชนะปกปิด เป็นต้น&lt;br /&gt;-หลีกเลี่ยงการทำงานในน้ำหรือต้องลุยน้ำ ลุยโคลนเป็นเวลานานๆ&lt;br /&gt;-รีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายโดยเร็วหากแช่ หรือ ยำลงไปในแหล่งน้ำที่สงสัยว่าอาจปนเปื้อนเชื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.wikipedia.org&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SnMrfDmYl3I/AAAAAAAAAjA/iCz47QphXZs/s1600-h/ratpag5.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 206px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SnMrfDmYl3I/AAAAAAAAAjA/iCz47QphXZs/s320/ratpag5.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5364679393670633330" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SnMre_CNvrI/AAAAAAAAAi4/435fJFAXxGQ/s1600-h/Leptospira.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 202px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SnMre_CNvrI/AAAAAAAAAi4/435fJFAXxGQ/s320/Leptospira.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5364679392445185714" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SnMpvwdN11I/AAAAAAAAAio/dl2ICfGsHkQ/s1600-h/hepatosplenomegaly.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 260px; height: 292px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SnMpvwdN11I/AAAAAAAAAio/dl2ICfGsHkQ/s320/hepatosplenomegaly.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5364677481566426962" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SnMrekpBJyI/AAAAAAAAAiw/UFc0woCeaM0/s1600-h/lepto.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SnMrekpBJyI/AAAAAAAAAiw/UFc0woCeaM0/s320/lepto.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5364679385360181026" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-1331987471107613129?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/1331987471107613129/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/07/leptospirosis.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/1331987471107613129'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/1331987471107613129'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/07/leptospirosis.html' title='Leptospirosis'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SnMrfDmYl3I/AAAAAAAAAjA/iCz47QphXZs/s72-c/ratpag5.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-6358059797071726862</id><published>2009-05-09T20:15:00.000+07:00</published><updated>2009-08-01T00:45:57.204+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชีววิทยาทางการแพทย์'/><title type='text'>ฮอบบิต (Hobbits) เป็นมนุษย์อีกสายพันธุ์หนึ่ง</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SgWCfqg-YeI/AAAAAAAAAes/NfhRayquZTU/s1600-h/hobbit.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 226px; height: 170px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SgWCfqg-YeI/AAAAAAAAAes/NfhRayquZTU/s320/hobbit.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5333812814190371298" border="0"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานเพิ่มเติมว่าโครงกระดูกของ “ฮอบบิต” ที่เป็นสายพันธุ์อินโดนีเซียอยู่ในกลุ่มมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ และไม่ใช่มนุษย์ปิกมี่ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;มนุษย์ตัวสูง 3 ฟุต (1 เมตร) หนัก 30 กิโลกรัม (65 ปอนด์) ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะฟลอเรสประเทศอินโดนีเซีย (Indonesian Island of Flores) เมื่อประมาณ 8,000 ปีก่อน&lt;br /&gt;หลังจากการค้นพบ นักวิจัยได้โต้เถียงกันอย่างรุนแรงเกี่ยวกับลักษณะของคนแคระเหล่านี้ ซึ่งการตีพิมพ์การวิจัย สองครั้งในวารสาร Nature ได้สนับสุนนความคิดที่ว่าพวกเขาเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่&lt;br /&gt;ทีมวิจัยได้ค้นพบซากขนาดจิ๋วในถํ้า Liang Bua บนเกาะฟลอเรสยืนยันว่าคนกลุ่มนี้อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ Homo floresiensis ซึ่งแยกจากสายพันธุ์ของพวกเราคือ Homo sapiens&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเขาโต้แย้งว่าฮอบบิตสืบเชื้อสายมาจากสายพันธุ์มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ Homo erectus ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากว่าหนึ่งล้านปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิจัยได้กล่าวว่า หลังจากหลายปี ร่างกายของพวกเขามีวิวัฒนาการทำให้ร่างกายขนาดเล็กลงผ่านกลไก การคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ซึ่งมีชื่อว่า island dwarfing&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม นักวิจัยบางคนโต้แย้งว่านี่ไม่น่าเป็นเหตุผลว่าทำไมฮอบบิตถึงมีขนาดสมองเล็กเทียบเท่ากับลิงชิมแปนซี    ประมาณ 400 ลูกบาศก์เซนติเมตร หรือประมาณหนึ่งในสามของสมองมนุษย์ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวก เขากล่าวว่านี่เป็นปริศนา เพราะว่าฮอบบิตสามารถสร้างเครื่องมือที่ซับซ้อนจากหินได้ พวกเขายังกล่าวอีกว่า ฮอบบิตน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มมนุษย์ยุคใหม่ที่มีสมองขนาดเล็กจนผิดปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีมหนึ่งซึ่งนำทีมโดย William Jungers จากมหาวิทยาลัย Stony Brook University ในสหรัฐอเมริกาได้วิเคราะห์ ซากของเท้าฮอบบิต พวกเขาพบว่ามีลักษณะบางอย่างที่เหมือนมนุษย์มาก นิ้วเท้าที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่แนวเดียวกับนิ้วอื่นๆ และมีข้อต่อที่ทำให้สามารถยืดนิ้วเท้าออกในขณะที่ร่างกายลงนํ้าหนักบนเท้า ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่พบในลิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางตรงข้าม มันก็ยังห่างไกลความเป็นมนุษย์อยู่มาก นิ้วเท้าที่ใหญ่ที่สุดของมันมีขนาดเล็กมาก นิ้วเท้ามีรูปร่างยาว และโค้งไปด้านข้าง  และมีโครงสร้างรับนํ้าหนักที่คล้ายคลึงกับชิมแปนซี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากฮอบบิตจากเกาะฟลอเรสไม่ได้มีการวิวัฒนาการถอยหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ พวกมันน่าจะแยกมาจาก มนุษย์สายพันธุ์อื่นซึ่งเก่าแก่กว่ามนุษย์สายพันธุ์ปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอีกการศึกษาหนึ่ง Eleanor Weston และ Adrian Lister แห่งพิพิธภัณฑ์ London’s Natural History Museum ได้ดูฟอสซิลของสายพันธุ์บางสายของฮิปโปยุคโบราณ และหลังจากนั้นเปรียบเทียบกับฮิปโปที่พบในมาดากัสกา ซึ่งมีต้นตระกูลอยู่ในแผ่นดินใหญ่&lt;br /&gt;“มันเป็นไปได้ว่ากะโหลกของ H. floresiensis คือกะโหลกของ Homo erectus ที่มีขนาดเล็กลงจากการอาศัยอยู่บนเกาะ มากกว่าที่จะเป็นความผิดปกติหรือว่าสืบเชื้อสายมาจากสายพันธุ์ใหม่เลย'” กล่าวโดย Dr. Weston ซึ่งเป็นนักศึกษาฟอสซิลของพิพิธภัณฑ์&lt;br /&gt;“เมื่อดูที่ฮิปโปปิกมี่ที่พบในมาดากัสกา ซึ่งมีสมองขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดตัว ทำให้เห็นว่ามันก็อาจเป็นไปได้กับ H. floresiensis ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการอาศัยอย่างโดดเดี่ยวบนเกาะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/8036396.stm&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-6358059797071726862?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/6358059797071726862/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/05/hobbits.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/6358059797071726862'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/6358059797071726862'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/05/hobbits.html' title='ฮอบบิต (Hobbits) เป็นมนุษย์อีกสายพันธุ์หนึ่ง'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SgWCfqg-YeI/AAAAAAAAAes/NfhRayquZTU/s72-c/hobbit.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-5979577841637291374</id><published>2009-05-09T05:35:00.000+07:00</published><updated>2009-08-01T00:42:56.236+07:00</updated><title type='text'>ภาพสบายตา</title><content type='html'>&lt;span style="color: rgb(255, 204, 102);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://mysci-mybrain.blogspot.com/search?updated-max=2009-04-11T07%3A16%3A00-07%3A00&amp;amp;max-results=1"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325690245507302354" style="margin: 0px auto 10px; display: block; width: 320px; height: 240px; text-align: center;" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeinD8M5w9I/AAAAAAAAAIw/orcIwZgA0RE/s320/EPIDEM.RU.0116.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="size12"&gt;&lt;a href="http://mysci-mybrain.blogspot.com/search?updated-max=2009-04-18T10%3A06%3A00-07%3A00&amp;amp;max-results=1"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SejWkKuJgHI/AAAAAAAAAKQ/b68euSTVKII/s1600-h/EPIDEM.RU.004.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SejWkKuJgHI/AAAAAAAAAKQ/b68euSTVKII/s320/EPIDEM.RU.004.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325742476207161458" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SejW0S0nR1I/AAAAAAAAAKY/tzvMiRMbDfk/s1600-h/EPIDEM.RU.015.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SejW0S0nR1I/AAAAAAAAAKY/tzvMiRMbDfk/s320/EPIDEM.RU.015.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325742753259669330" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SejXJ5c441I/AAAAAAAAAKg/gXw1YPZpZsY/s1600-h/EPIDEM.RU.031.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SejXJ5c441I/AAAAAAAAAKg/gXw1YPZpZsY/s320/EPIDEM.RU.031.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325743124406395730" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SejX1ecEcXI/AAAAAAAAAKs/7rNNYv-Qte0/s1600-h/EPIDEM.RU.041.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SejX1ecEcXI/AAAAAAAAAKs/7rNNYv-Qte0/s320/EPIDEM.RU.041.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325743873069445490" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-5979577841637291374?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/5979577841637291374/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_12.html#comment-form' title='5 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/5979577841637291374'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/5979577841637291374'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_12.html' title='ภาพสบายตา'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeinD8M5w9I/AAAAAAAAAIw/orcIwZgA0RE/s72-c/EPIDEM.RU.0116.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-905558550462635619</id><published>2009-04-23T18:08:00.000+07:00</published><updated>2009-04-23T18:10:35.469+07:00</updated><title type='text'>post blog</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.lefthit.com/post/" target="_blank" title="LeftHit.com"&gt;&lt;img src="http://www.lefthit.com/img/lefthit_post3.jpg" alt="LeftHit.com" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-905558550462635619?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/905558550462635619/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/post-blog.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/905558550462635619'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/905558550462635619'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/post-blog.html' title='post blog'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-6409275010808334651</id><published>2009-04-21T13:55:00.000+07:00</published><updated>2009-04-21T14:17:28.816+07:00</updated><title type='text'>ดอกไม้ทะเล (Sea Anemone - ซีแอนนีโมนี)</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Se1wwnxs16I/AAAAAAAAANk/zvsPEXqQV4g/s1600-h/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A52.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 210px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Se1wwnxs16I/AAAAAAAAANk/zvsPEXqQV4g/s320/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A52.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5327037914862639010" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 255, 51);font-size:100%;" &gt;เชื่อมั้ยว่า...ในทะเลไทยมีดอกไม้       แต่ดอกไม้ที่ว่าไม่ใช่พืช...แต่ป็นสัตว์ พวกเขาเป็นสัตว์กลุ่มเดียวกับแมงกะพรุน       ปะการัง ปะการังอ่อน กัลปังหา ฯลฯ อยู่ในไฟลั่ม Cnidaria (ไน-ดา-เรีย)       จุดเด่นของสัตว์กลุ่มนี้มีเยอะ แต่ที่เด่นจริงเด่นจังคือ การแบ่งชั้นของเนื้อเยื่อ       และเข็มพิษ สัตว์ทุกตัวในไฟลั่มนี้จะมีเข็มพิษเรียกว่า Nemotocyst (นี-มา-โต-ซิส)       ใช้เพื่อป้องกันตัวและหาอาหาร &lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Se1xFQhE7xI/AAAAAAAAANs/ZobJ0nP6-28/s1600-h/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 282px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Se1xFQhE7xI/AAAAAAAAANs/ZobJ0nP6-28/s320/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5327038269396152082" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;         &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(255, 204, 204);"&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;หากคุณหลับตาและวาดภาพในอากาศว่า       เจ้าดอกไม้นี่หน้าตาเหมือนดอกบัวตองที่แม่ฮ่องสอน หรือดอกทานตะวันที่ลพบุรี บอกได้เลยว่าคิดผิด       จริงๆแล้วหน้าตาเขาไม่เหมือนดอกไม้ แต่เหมือนอ&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;ะไรนุ่&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;มๆกลมๆ แปะอยู่กับพื้นท้องทะเล       มีหนวดอยู่ด้านบนยุ่บยั่บ แต่ไม่ยาวเหมือนแมงกะพรุน ปลายหนวดเหล่านั้นแหละค่ะ       คือที่อยู่ของเข็มพิษ ที่จะทำงานในระบบสัมผัส เมื่อไปโดนอะไร เข็มพิษของดอกไม้ทะเลจะยิงใส่ทันที       ไม่สามารถบังคับได้ ดอกไม้ทะเลจึงมีเมือกหุ้มตัวเองไว้ เมือกนี้จะคอยหยุดยั้งการทำงานของเข็มพิษ       ดอกไม้ทะเลเลยไม่ยิงตัวเองจนตายแหงแก๋ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p align="center"&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;&lt;img src="http://www.talaythai.com/image/0171.jpg" alt="Sea Anemone" border="2" width="304" height="200" hspace="5" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;          &lt;span style="color: rgb(51, 255, 255);"&gt;ดอกไม้ทะเลกินสัตว์เป็นอาหาร       เขาอาศัยหนวดที่มีเข็มพิษอยู่ข้างใน ยิงใส่สัตว์เคราะห์ร้ายที่เข้ามาใกล้ๆ แต่เข็มพิษของดอกไม้ทะเลไม่รุนแรงเหมือนแมงกะพรุนบางชนิด โอกาสที่เขาจะจับปลาใหญ่กินทำได้ยากมาก บอกกันตามตรง ฉันยังไม่เคยเห็นดอกไม้ทะเลจับปลาได้สักตัวเดียว       ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เขากินปลาอย่างไร แต่ที่ดอกไม้ทะเลอยู่ได้ เชื่อว่าพลังงานบางส่วนมาจากสาหร่ายเซลล์เดียว       ที่อาศัยอยู่ในดอกไม้ทะเล ช่วยสังเคราะห์แสง ให้พลังงานแก่พวกเขา เป็นกระบวนการเหมือนกับที่เกิดในปะการัง       นอกจากนี้ ดอกไม้ทะเลยังโตช้า ใช้พลังงานน้อย หากสิ่งแวดล้อมเหมาะสม โอกาสดอกไม้ทะเลตายยากมาก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;    &lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;          &lt;span style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;ในโลกนี้มีสัตว์หลายชนิดที่อยู่ร่วมกับดอกไม้ทะเลได้     โดยอาศัยหนวดของดอกไม้ทะเลเป็นเครื่องป้องกันศัตรู พวกเขาวิวัฒนาการมาโดยเฉพาะ     เลยขาดเทคนิคเอาตัวรอดแบบอื่น ว่ายน้ำก็ไม่เร็ว สีก็ไม่สวย อาวุธอื่นเพื่อป้องกันตัวก็ไม่มี     หากไม่มีดอกไม้ทะเล สัตว์พวกนี้ไม่รอดแน่ แต่ในทางกลับกัน ดอกไม้ทะเลอยู่ไ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 204, 255);font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;ด้ แม้ไม่มีสัตว์พวกนี้     ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ เราเรียกว่า &lt;b&gt;ความสัมพันธ์แบบเกื้อกูล&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Se1whR1zFGI/AAAAAAAAANc/CNLmJ5B1Res/s1600-h/96033.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 266px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Se1whR1zFGI/AAAAAAAAANc/CNLmJ5B1Res/s320/96033.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5327037651276207202" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;          &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(204, 204, 204);"&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;หลายคนรู้จัก&lt;b&gt;ปลาการ์ตูน&lt;/b&gt;       พวกเขาเป็นตัวอย่างที่ดีในการอยู่ร่วมกับดอกไม้ทะเลแบบเกื้อกูล เราจึงไม่พบปลาการ์ตูน       อยู่ลำพังโดยปราศจากดอกไม้ทะเล แต่เราพบดอกไม้ทะเลเยอะแยะ ที่ไม่มีปลาการ์ตูนอยู่       โดยเฉพาะแนวปะการังบางแห่ง ที่ปลาการ์ตูนโดนจับไปเลี้ยงหมดแล้ว &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;          &lt;span style="color: rgb(204, 153, 51);"&gt;บางคนเคยได้ยินเรื่องเล่าทำให้เข้าใจผิด       ว่าปลาการ์ตูนจะล่อปลาอื่นให้เข้ามา &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 153, 51);font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;เพื่อให้ดอกไม้ทะเลจับกิน แต่เรื่องจริงกลับเป็นตรงกันข้าม       เพราะปลาการ์ตูนจะไม่ล่อปลาอื่นเข้ามา แต่จะไล่ปลาอื่นออกไปต่างหาก ปลาหลายชนิดมีปากยาว       เช่น ปลาผีเสื้อ พวกนี้สามารถสอดปากผ่านหนวดพิษ เข้ามาตอดกินเนื้อเยื่อของดอกไม้ทะเลได้       แม้ดอกไม้ทะเลจะไม่โดนกินจนตาย แต่ก็บาดเจ็บ หากมีปลาการ์ตูนอยู่ด้วย พวกเขาจะไล่ปลาผีเสื้อออกไป       เนื่องจากปลาการ์ตูนเป็นปลาที่หวงถิ่น มิใช่เพราะปลาการ์ตูนสำนึกบุญคุณของดอกไม้ทะเล       จนต้องช่วยทำงานตอบแทน &lt;b&gt;ในโลกของธรรมชาติ ไม่มีการสำนึกบุญคุณ       ทุกอย่างวิวัฒนาการอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้เก่งสุดอยู่รอด&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;         &lt;span style="color: rgb(255, 255, 204);"&gt;นอกจากปลาการ์ตูน       ยังมีสัตว์อื่นอีกหลายชนิด ที่อาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเลตลอดเวลา เช่น ปูดอกไม้ทะเล       กุ้งดอกไม้ทะเล ฯลฯ แต่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก ปัจจุบัน ทีมงาน Sea Papa คณะประมง       ม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 255, 204);font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;.เกษตรศาสตร์ กำลังทำการศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;    &lt;p align="justify"&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;               &lt;span style="color: rgb(204, 204, 255);"&gt;สำหรับคุณที่อยากเห็นดอกไม้ทะเล ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะสัตว์กลุ่มนี้อาศัยอยู่ได้ตั้งแต่ที่ตื้นแค่เข่า       ลงไปจนถึงที่ลึกหลายสิบเมตร &lt;/span&gt;&lt;b style="color: rgb(204, 204, 255);"&gt;ดอกไม้ทะเลทั้งโลกมีมากกว่า       1,000 ชนิด&lt;/b&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 204, 255);"&gt; บางชนิดหนวดสั้น บางชนิดหนวดยาว บางชนิดเกาะอยู่บนหินอย่างเดียว       บางชนิดอยู่ตามพื้นทราย สับสนวุ่นวายดีมาก โอกาสที่คุณจะได้เห็นดอกไม้ทะเลบางชนิด       มีได้ตลอดเวลา แม้คุณดำน้ำไม่เป็น แต่ถ้าไปเดินเที่ยวในแนวปะการังยามน้ำลง ก็มีโอกาสเห็นแล้ว &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Se1wQ_ujzfI/AAAAAAAAANU/KZA8uDt-3bA/s1600-h/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A54.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Se1wQ_ujzfI/AAAAAAAAANU/KZA8uDt-3bA/s320/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A54.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5327037371536100850" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;     &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;        &lt;span style="color: rgb(255, 255, 255);"&gt;เท่าที่สำรวจพบ       ดอกไม้ทะเล&lt;/span&gt;&lt;b style="color: rgb(255, 255, 255);"&gt;พบมากที่สุดแถวเกาะง่าม (ชุมพร) เกาะง่า&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 255, 255);font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;&lt;b&gt;ม       (ตราด) &lt;/b&gt;กองหินใต้น้ำหลายแห่ง เช่น ริเชลิว กองชุมพร ฯลฯ ตั้งแต่ดำน้ำมา ฉันยังไม่พบแนวปะการังแห่งไหน ที่ไม่มีดอกไม้ทะเลเลยแม้แต่กอเดียว &lt;/span&gt;     &lt;/p&gt;    &lt;p style="color: rgb(255, 255, 255);"&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;        โอกาสที่คุณจะโดนเข็มพิษของดอกไม้ทะเล       มีอยู่น้อยมาก ยกเว้นคุณไปโดนดอกไ&lt;/span&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;ม้ทะเลก่อน เทคนิคหลีกเลี่ยง ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่อย่าไปจับไปกอดดอกไม้ทะเล       แค่นี้ก็ปลอดภัยแล้ว แต่ถ้าคุณบังเอิญไปโดน อาจลองใช้น้ำส้มสายชู ราดที่แผลเพื่อล้างพิษ       ปฐมพยาบาลในลักษณะเดียวกับแมงกะพรุน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;        &lt;span style="color: rgb(255, 255, 204);"&gt;การศึกษาเรื่องอื่นๆเกี่ยวกับดอกไม้ทะเลในเมืองไทย       มีน้อยมากยิ่งกว่ามาก บอกกันตามตรง ฉันยังไม่เคยเห็นงานวิจัยเฉพาะเรื่องนี้เลย       แต่เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของดอกไม้ทะเล เรายังต้องการความรู้อีกมาก ในขณะที่ดอกไม้ทะเลไทยหลายแห่งหายไป       เพราะอพยพตัวเองไปอยู่ตามตู้ปลา รอวันเหี่ยวตายไปในไม่ช้า ก่อนที่เพื่อนๆพวกเขาจะถูกจับมาแทน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p style="color: rgb(255, 102, 102);"&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:100%;"  &gt;        &lt;b&gt;อยากให้ทะเลมีดอกไม้...เลิกเลี้ยงดอกไม้ทะเลในตู้ปลา...นะคะ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Se1wCQ1nG6I/AAAAAAAAANM/OaWH9xk2fW0/s1600-h/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A53.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 213px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Se1wCQ1nG6I/AAAAAAAAANM/OaWH9xk2fW0/s320/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A53.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5327037118431042466" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ที่มา:http://www.talaythai.com&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-6409275010808334651?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/6409275010808334651/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/sea-anemone.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/6409275010808334651'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/6409275010808334651'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/sea-anemone.html' title='ดอกไม้ทะเล (Sea Anemone - ซีแอนนีโมนี)'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Se1wwnxs16I/AAAAAAAAANk/zvsPEXqQV4g/s72-c/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A52.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-7454564349750416639</id><published>2009-04-18T17:39:00.000+07:00</published><updated>2009-04-18T18:19:23.373+07:00</updated><title type='text'>วิทยาศาสตร์ของความรัก</title><content type='html'>&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SemwRZ3GnZI/AAAAAAAAAL0/ICU3aEW9zCA/s1600-h/IMG_0118.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SemwRZ3GnZI/AAAAAAAAAL0/ICU3aEW9zCA/s320/IMG_0118.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325981847388593554" border="0"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;font style="font-weight: bold; color: rgb(255, 153, 102);"&gt;อธิบายเรื่องความรักโดยหลักวิทยาศาสตร์&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 153, 102);" size="4"&gt;เมื่อมีรัก&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 153, 102);"&gt; ทุกคนคงเคยพร่ำถามตัวเองว่า  ความรักมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงต้องเป็นเขา/เธอคนนี้ ทำไมเรารู้สึกแปลกๆ  หัวใจเต้นแรง หน้าแดง มือเปียก พวกแนวศิลปินอาจบอกว่ารักเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ  เหตุผลไม่เกี่ยว รักมีทั้งความรันทดและความงดงาม  รักเป็นเรื่องที่โรแมนติกเกินกว่าจะพรรณนา สำหรับพวกแนวเหนือธรรมชาติจะเชื่อว่า  เนื้อคู่ของเราถูกกำหนดมาแล้ว จะต้องตามหาคน&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 153, 102);"&gt;ที่มีด้ายแดงผูกนิ้วก้อยให้เจอ  บ้างก็ว่ารักเกิดจากกรรมเก่า มีการตามมารักมาเลิกกันเป็นชาติๆ ไป  การรักใครสั&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 153, 102);"&gt;กคนอาจจะเป็นเพราะโดนสาป ไสยศาสตร์เท่านั้นที่ช่วยได้  ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ก็มีคำอธิบายที่ฉีกทั้งสองแนวนี้ออกไป  ซึ่งแม้ว่าจะฟังแล้วไม่ได้อารมณ์ ไม่โรแมนติก และไม่ลี้ลับเท่า  แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังจะบอกเรานี้  ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในตัวเรา โดยมีเราเป็นผู้กระทำทั้งสิ้น&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#cc0000"&gt;&lt;strong style="color: rgb(255, 0, 0);"&gt;&lt;font size="4"&gt;ทฤษฎี “รัก 3  ตอน”&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 0, 0);"&gt;ก่อนจะรู้จักความรักในบทที่ลึกเข้าไปถึงสมองและอวัยวะภายในร่างกาย  มาทำความรู้จักกับทฤษฎีรัก 3 ตอน ของ ดร.เฮเลน ฟิชเชอร์ แห่งมหาวิทยาลัยรุทเจอรส์  (Rutgers Universit&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 0, 0);"&gt;y) ในนิวเจอร์ซี กันก่อนดีกว่า ดร.ฟิชเชอร์บอกว่า  ห้วงความรักของคนเราแบ่งเป็น 3 ตอน  โดยจะมีฮอร์โมนที่แตกต่างกันมาร่วมแสดงบทบาทในแต่ละตอน&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.igetweb.com/www/fmplusradio/webboard/N225944.jpg"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;ตอนที่ 1  ช่วงเกิดตัณหา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;ตัณหาราคะถูกขับโดยฮอร์โมนเพศ 2 ตัว คือ  &lt;/font&gt;&lt;strong style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;เทสโทสเทอโรน (Testosterone)&lt;/strong&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt; และ&lt;/font&gt;&lt;strong style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;เอสโตรเจน  (Oestrogen)&lt;/strong&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt; เทสโทสเทอโรนเป็นฮอร์โมนที่ไม่ได้พบเฉพาะในผู้ชายเท่านั้น  ผู้หญิงก็มีเช่นกัน ดร.ฟิชเชอร์บอกว่า เจ้าฮอร์โมนเพศสองตัวนี้เอง  ที่ช่วยควบคุมอาการอยากได้โน่&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;น อ&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;ยากได้นี่ ของเรา&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);" color="#0000ff"&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่ 2  ช่วงคลั่งรัก&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);" color="#0000ff"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;เป็นช่วงที่ทำให้ชีวิตเราผิดเพี้ยนไป  ไม่รับรู้ ไม่สนใจสิ่งรอบกาย ไม่กิน ไม่นอน เอาแต่นั่งฝัน เพ้อ ละเมอถึงคนรัก   อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ถูกควบคุมโดยกลุ่มสารสื่อประสาทที่เรียกว่า  โมโนอะมิเนส (Monoamines) ซึ่งประกอบด้วย&lt;/font&gt; &lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;    - &lt;/font&gt;&lt;strong style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;โดพามีน  (Dopamine)&lt;/strong&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt; เป็นส&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;ารเคมีที่ช่วย&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;ให้สมองตื่นตัว  เช่นเดียวกับนิโคตีนและโคเคอีน&lt;/font&gt; &lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;    - นอร์เอพิเนฟรีน (Norepinephrine)  หรือรู้จักกันในนามของ อะดรีนาลิน (Adrenalin)  ที่เป็นตัวการทำให้เราเหงื่อแตกและหัวใจเต้นรัวยามตื่นเต้น&lt;/font&gt; &lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;     - &lt;/font&gt;&lt;strong style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;เซโรโทนิน (Serotonin)&lt;/strong&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;  หนึ่งในสารสำคัญที่ทำให้เราเกิดอาการ...ซึม..เศร้า..เหงา..เพราะรัก&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;ตอนที่ 3 ช่วงผูกพัน&lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;ไม่มีใครที่จะทำตัวคลั่งรักได้ตลอดชีวิต  เมื่อผ่านพ้นไปช่วงเวลาหนึ่ง ถ้าไม่โบกมือลากันไป เสียก่อน  คู่รักก็จะฉุดกระชากลากจูงกันเดินมาสู่ช่วงแห่งความผูกพัน  ในตอนนี้จะว่าด้วยการตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่และสร้างครอบครัว  ฮอร์โมนสองตัวสำคัญคือ&lt;/font&gt;     &lt;strong style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;- ออกซีโทซิน (Oxytocin)&lt;/strong&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;  จากต่อมไฮโปธาลามัส (Hypothalamus)  ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการขับน้ำนมและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและทารก  โดยมีการพบว่าออกซีโทซินจะถูกขับออกมาเมื่อชายหญิงมีความสัมพันธ์&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;ทางเพศที่ลึก&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;ซึ้ง  ทฤษฎีบอกไว้ว่ายิ่งชายหญิงมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งแค่ไหน  ความผูกพันก็มีมากขึ้นเท่านั้น&lt;/font&gt;    &lt;strong style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt; - วาโซเพรส&lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;ซิน  (Vasopressin)&lt;/strong&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt; สารสำคัญอีกตัวหนึ่งที่เป็นตัวรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย  จะถูกขับออกมาเมื่อร่างกายขาดน้ำ ความตึงเครียดสูง ความดันเลือดสูง  หรือเมื่อคู่รักมีความสัมพันธ์ทางเพศ  นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งพยายามทำการศึกษาถึงฤทธิ์เดชของวาโซเพรสซิน  โดยหลังจากที่พวกเขาได้ฟังตำนานรักของ&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;หนูแห่งทุ่งหญ้าแพรรี (Prairie vole)  ซึ่งเป็นหนึ่งในร้อยละ 3  ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่จับคู่อยู่กินกันแบบผัวเดียวเมียเดียวตลอดช่วงชีวิต  (Monogamous) ที่มีว่า ถ้าคู่ของพวกมันตาย อีกตัวก็จะตรอมใจตายตามไปในไม่ช้า  โดยไม่คิดจะมีใหม่  ด้วยจิตริษยาต่อหนูแห่งทุ่งหญ้าแพรรี่ที่ถือและปฏิบัติตามศีลข้อสาม  ห้ามผิดลูกผิดเมียเขาอย่างเคร่งครัด  นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ทำการให้ยาที่ลดปฏิกริยาของวาโซเพรสซินในหนูตัวผู้  ปรากฏว่าหนูตัวผู้ตัวนั้นไม่ถึงกับศีลแตก แต่เริ่มมีอาการเย็&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;นชา ห่างเหินคู่รัก  และไม่แสดงอ&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;าการหึงหวงเมื่อมีหนูหนุ่มตัวอื่นๆ เข้ามาตีท้ายครัวเลยสักนิด  หลังจบปฏิบัติการสร้างความร้าวฉานแล้ว พว&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;กเขาก็ได้ข้อสรุปมาให้ชาวโลกชื่นใจว่า  &lt;/font&gt;&lt;strong style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;ถ้าขาดวาโซเพรสซินเมื่อไร  ก็ให้เตรียมพร้อมรับมือห&lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;ายนะที่กำลังจะมาสู่ครอบครัวได้เลย&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SemwqfTvVoI/AAAAAAAAAME/TZjqCTKrUrA/s1600-h/IMG_0154419.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SemwqfTvVoI/AAAAAAAAAME/TZjqCTKrUrA/s320/IMG_0154419.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325982278347609730" border="0"&gt;&lt;/a&gt;&lt;p&gt;&lt;strong style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;&lt;font size="4"&gt;ทฤษฎีการจีบ&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;เมื่อเราปิ๊งใครสักคนที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า  จะ&lt;/font&gt;&lt;strong style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;รู้ได้อย่างไรว่าเขา/เธอคนนั้นคือคนที่ “ใช่เลย”&lt;/strong&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt; หรือ  “ไม่ใช่เลย” เชื่อหรือไม่ว่าภายในเวลาแค่ 90 วินาที ถึง 4 นาทีของการพูดคุยกัน  ระบบภายในร่างกายจะช่วยเราตัดสินได้ว่า จะ “รุก” ต่อ หรือ จะ “ชิ่ง” ดี  เพราะว่าในการพูดคุยอย่างสวีทหวานแหววกับบุคคลเป้าหมาย  ความประทับใจและการรับรู้ข้อความจากการสื่อสารนั้น ร้อยละ 55 จะมาจากภาษากาย ร้อยละ  38 มาจากน้ำเสียงและความเร็วในการพูด และแค่ร้อยละ 7 จากสาระที่เราพูดออกไป  ซึ่งหมายความว่าเพียงแต่มีลีลาดี ก็จะมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 300px; height: 398px;" alt="" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/92/92289.jpg" align="right" border="0" vspace="15" hspace="15"&gt;&lt;br /&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;การมองตาเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่หนุ่ม/สาวเจ้าเสน่ห์ทั้งหลายยืนยันว่ามีประสิทธิภาพเหลือเกิน  เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ศาสตร&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;า&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;จารย์อาเธอร์ อรัน  นักจิตวิทยาจากนิวยอร์ค  ได้ทำการทดลองโดยนำชายหญิงหลายคนมาจับคู่นั่งพูดคุยกันแบบเปิดอกเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน  นานหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หลังจากนั้น ให้นั่งจ้องตากันเฉยๆ  โดยไม่ต้องเอื้อน&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;เอ่ยอะไรทั้งสิ้นอีกสี่นาที  ผลคือผู้ที่เข้ารับการทดลองหลายคนยอมรับว่า เกิดความสนใจในตัวของคู่ทดลอง  โดยเฉพาะคู่ที่อยู่ในสายงานหรือมีระดับทางสังคมที่ใกล้เคียงกัน  และมีคู่หนึ่งก้าวหน้าไปถึงขั้นแต่งงานกันเลย  ในประเด็นของความรักที่เกิดจากการมองตานั้น นักวิทยาศาสตร์บอกว่า&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);" color="#cc0000"&gt;เมื่อเรารู้สึกสนใจอะไร รูม่านตาของเราจะขยาย  นัยน์ตาจะดูกลมโตและเป็นประ&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);" color="#cc0000"&gt;กาย  ซึ่งอาจจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้เขา/เธอรู้ตัว&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;ก็เป็นได้  หากสาวอิตาเลียนในสมัยกลางได้รู้เรื่องนี้คงจะ&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;ร้องไห้  เพราะแค่พวกเธอพบเจอคนที่ถูกใจ นัยน์ตาของพวกเธอก็จะกลมโต สวยงาม  เหมือนสาวใสไร้เดียงสา&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;ได้แบบอัตโนมัติ  โดยไม่ต้องเสี่ยงไปใช้น้ำสกัดจากลูกเบลลาดอนน่า (Belladonna)  ซึ่งเป็นพืชจำพวกมะเขือพวงและมีพิษ  มาหยอดตาเพื่อทำการขยายรูม่านตาอย่างที่นิยมทำกัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;สัญญาณอื่นๆ ที่บ่งบอกให้รู้ถึงรัก ได้แก่ การเลียนแบบ  เมื่ออยู่ในโลกแห่งรักของสองเรา  คนสองคนนี้ก็จะลอกเลียนแบบทุกสิ่งทุกอย่างจากกันโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการเดิน  นั่ง พูด บุคลิกท่าทางต่างๆ นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า &lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);" color="#cc0000"&gt;ปรากฏการณ์กระจกเงา&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt; การที่คู่รักทำ&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;อะไรที่เหมือนกัน  แสดงว่าทั้งคู่เปิดใจให้กัน พร้อมที่จะยอมรับซึ่งกันและกัน  นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ถึงกร&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;ะนั้น ปรากฏการณ์กระจกเงาอาจเป็นอันตรายได้  เพราะมันเกิดขึ้นในกลุ่มของเพื่อนสนิทด้วยเช่นกัน  ผู้ที่กำลังแอบรักเขาต้องระวังให้มาก เพราะหากตีความไม่ดีแล้ว  อาจจะสับสนระหว่างสัญญาณของความรักกับมิตรภาพได้&lt;/font&gt;  &lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;มีบางทฤษฎีบอกว่า  มนุษย์เราชอบความท้าทาย ยิ่งยากยิ่งอยากพิชิต  เหมือนยอดเขาเอฟเวอ&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;เรสต์ที่มีคนแวะเวียนไปท้าทายปีนป่ายไม่เคยขาด&lt;/font&gt;&lt;img src="http://www.doochiangmai.com/images_gift/GhzgJqb8vp4C2zMC.jpg"&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;  นักวิทยาศาสตร์ทำการทดสอบเพื่อยืนยันสมมติฐานนี้ (อีกแล้ว)  โดยได้ใช้คอมพิวเตอร์หาคู่ (Computer dating experiment) ทดสอบกับผู้หญิงสามคน  คนแรก หญิงเอ สาวนักทดลอง อยากจะเดทซะกับทุกคนที่คอมพิวเตอร์สุ่มเลือกมาให้  คนที่สอง หญิงบี ผู้ไร้ความรู้สึก  ไม่ยินดียินร้ายกับชายที่คอมพิวเตอร์จัดให้เลยสักคน คนสุดท้าย หญิ&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;งซี&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt; สาวช่างเลือก  ที่กัดฟันเลือกชายผู้โชคดีมาได้หนึ่งคนจากทั้งหมดที่คอมพิวเตอร์จัดให้  จากนั้นถามความเห็นผู้ชายทั้งหมดที่เป็นตัวเลือกในคอมพิวเตอร์  ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สาวขี้เลือกเบอร์สามกับสามจอมหยิ่งเบอร์สองเนี่ย  โดนใจที่สุด&lt;/font&gt;  &lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;เรื่องการผจญภัยก็สำคัญไม่น้อย มีหลายคนบอกว่า  ถ้าคนเราผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบาก สยดสยอง โหดร้าย ทารุณมาด้วยกัน  จะยิ่งทำให้เข้าใจกันดีขึ้น นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าจริง  แต่ทว่าคนมักจะเข้าใจผิดไปเองว่าความรู้สึกดีๆ  ที่เกิดขึ้นหลังผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตนั้นเป็นความรัก ถ้า&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;การออกเดทที่สวนสนุก  (โดยมีข้อแม้ว่าต้องเล่นเครื่องเล่นผาดโผนหวาดเสียวด้วยกัน)  จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่นขึ้นแล้วนั้น  การจับคู่กระโดดบันจี้จัมพ์ด้วยกันน่าจะทำใ&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(255, 204, 255);"&gt;ห้ความสัมพันธ์ยิ่งแน่นแนบไปถึงขั้นเป็นคู่แท้ตลอดกาลเลยทีเดียว  ทั้งนี้ทั้งนั้นคนจะอยู่ด้วยกันได้ ก็ย่อมจะต้องมีอะไรที่คล้ายกันบ้าง  คนที่มีระดับความกล้าบ้าบิ่นและชอบอะไรที่สยองๆพอๆกัน  ก็เหมาะแล้วที่จะเป็นคู่รักคู่ทรโหด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Semw8f3fKfI/AAAAAAAAAMM/MVrw2gO5rQE/s1600-h/IMG_0121.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Semw8f3fKfI/AAAAAAAAAMM/MVrw2gO5rQE/s320/IMG_0121.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325982587735190002" border="0"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);" color="#cc0000" size="4"&gt;&lt;strong&gt;รักฉันเพราะอะไร&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);" color="#cc0000" size="4"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;  &lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;เมื่อคบหากันไปสักระยะ  หลายคนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ฉั&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;นประทับใจเขา/เธอคนนี้ที่ตรงไหน  รูปลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งแรกที่ทำให้ชาย/หญิงเกิดอาการสะดุดรัก  ในขณะที่ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้เราเกิดอาการดังกล่าวได้  โดยชายและหญิงก็จะมีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันอยู่ในใจ  บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองช่างเลือกขนาดไหน&lt;/font&gt;  &lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);" color="#cc0000"&gt;ความไม่สมดุลเป็นสัญญาณที่แสดงถึงความบกพร่อง&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);" color="#cc0000"&gt;ของยีน  ดังนั้นผู้ชายส่วนมากจึงมองผู้หญิงที่รูปลักษณ์ภายนอก&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;  เพื่อยืนยันว่าผู้ชายให้ความสำคัญกับเรื่อง&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;นี้มาก  จึงมีคนคิดสูตรคำนวณหาสัดส่วนของผู้หญิงในอุดมคติออกมา  โดยยกให้รูปทรงของนาฬิกาทรายที่มีเอวคอดกิ่วเป็นต้นแบบ สูตรคำนวณมีว่า ขนาดรอบเอว ?  รอบสะโพก ต้องเท่ากับ 0.7 ถ้าได้ค่าประมาณนี้  หญิงผู้นั้นถือว่ามีสัดส่วนที่ได้รับการยอมรับอย่างท่วมท้นจากชายทั้งโลก  มีการยืนยันทฤษฏีหุ่นนาฬิกาทรายนี้โดยนำค่าสัดส่วนของผู้ชนะการประกวดมิสอเมริกาแต่ละปีมาคิดและพบว่าได้  0.7 เกือบทุกคน  หลายคนเชื่อว่าหญิงที่มีหุ่นนาฬิกาทรายจะมีคุณสมบัติที่ดีที่เหมาะแก่การสืบพันธุ์ด้วย  ในขณะที่ผู้ชายมุ่งมั่นเสาะหาหญิงในฝันจากเปลือกนอก  ผู้หญิงเองกลับไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย  พวกเธอกลับมองที่ความสามารถในด้านต่างๆ  และภาวะผู้นำที่มีอยู่ในตัวของผู้ชายมากกว่า&lt;/font&gt;  &lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;จุดร่วมของความเหมือนก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้คนพยายามมองหาในตัวของคู่รัก  เราเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่า คนเป็นเนื้อคู่กัน จะหน้าเหมือนกัน  คำพูดนี้มีความเป็นไปได้ นักวิทยาศาสตร์บอกว่าคนเราจะให้ความสนใจคนที่ดูคล้า&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;ยตัวเอง  ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา หรือบุคลิกภาพ  และแม้จะไม่มีความใกล้เคียงในสิ่งที่กล่าวมานี้อยู่เลย  ก็อย่าเพิ่ง&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;หมดหวังว่าเขา/เธอนั้นจะไม่ใช่คู่แท้ของเรา  เพื่อช่วยให้คู่รักที่เกือบหมดหวังกลับมามีกำลังใจอีกครั้ง  นักวิทยาศาสตร์จึงเสนอจุดสังเกตของความเป็นคู่แท้เพิ่มเติมอีกห้าหกอย่าง ได้แก่   ความยาวของนิ้วกลาง ขนาดของใบหู ความยาวของติ่งหู ขนาดรอบคอและรอบข้อมือ  ปริมาตรของปอด และอัตราการเผาผลาญสารอาหาร  ซึ่งถ้าจะมาเสียเวลานั่งหาว่าสิ่งนี้เธอมีเหมือนฉัน สิ่งนั้นของฉันเหมือนเธอแล้ว  คู่รักควรจะเอาเวลาไปดูแลซึ่งกันและกันเพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้ยาวนานจะดีกว่า&lt;/font&gt;  &lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;กว่าจะรู้ใจกันต้องใช้เวลา  ในการพบเจอกันของคนแปลกหน้าสองคน ซึ่งไม่มีแม้เวลาจะให้ทำความรู้จักกัน “ห&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;น้าตา”  จึงเป็นสิ่งแรกที่ถูกใช้นำมาตัดสินตัวบุคคล เดวิด เพอร์เรตต์  นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ ในสก๊อตแลนด์  ทำการศึกษาเพื่อที่จะรู้ให้ได้ว่า&lt;/font&gt;&lt;img src="http://files.uploadbag.com/files/private/__small/8e1f8a68_jpg_687ce28d__heart.jpg"&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt; ต้องมีหน้าตาอย่างไรจึงจะสะกิดใจคน  เดวิดได้นำภาพใบ&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;หน้าของนักศึกษาที่เข้าทำการทดลองมาทำให้เป็นเพศตรงข้าม  แล้วเอาไปปนกับรูปอื่นๆ ก่อนจะให้กลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นเลือก  พวกเขาส่วนใหญ่เลือกรูปของตัวเองโดยที่ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าหลงรักตัวเองเข้าให้แล้ว  เดวิดอธิบายเรื่องนี้ว่า ส่วนหนึ่งอาจมาจากความทรงจำในวัยเด็กที่เห็นภาพใบหน้าเดิมๆ  ของบุคคลสองคน คือพ่อและแม่ ซ้ำไปซ้ำมาเป็นประจำทุกวัน  จนเกิดเป็นความฝังใจ&lt;/font&gt;  &lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;การจะรัก จะเลือกใครสักคนมาเป็นคู่  หลายคนยังยืนยันว่าเรื่องของเหตุผลสำคัญน้อยกว่าจิตใจ แม้เขา/เธอจะรวย เก่ง ดูดี  มีตระกูล แต่ถ้าอารมณ์มันไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ ในโลกสีชมพูของความรัก  นักวิทยาศาสตร์กลับทำลาย&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;ความโรแมนติกแบบสามัญชนเสียหมดสิ้นด้วยทฤษฎีรักที่โรแมนติกกว่า  คือ รักนางให้ดูที่ยีน &lt;/font&gt;&lt;strong style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;การเลือกคู่ค&lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;รองคือการเลือกบุคคลที่มียีนดีเลิศ  ดีกว่า หรือ(อย่างน้อย)ดีเท่ากับเรา&lt;/strong&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;  มาเพื่อร่วมกันผลิตทารกรุ่นใหม่ที่แข็งแรง ฉลาด หน้าตาดี  ไม่มีโรค&lt;/font&gt;  &lt;font style="color: rgb(153, 255, 153);"&gt;ยามแรกรัก น้ำต้มผักก็ว่าหวาน แล้วความรักของเราล่ะ  จะยาวนานไปถึงเมื่อไหร่? คำถามนี้ตอบยาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ  พอให้นักวิทยาศาสตร์เอามาอ้างอิงประกอบวิชาหลักการเลือกคู่ขั้นสูงได้  โดยหลักการมีว่า ความน่าจะเป็นของการหย่าร้างสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม  เพราะฉะนั้นให้ทำความรู้จักตัวเขา/เธอ และต้นตระกูลของเขา/เธอให้ดีก่อนตัดสินใจ  ส่วนผู้ที่คิดจะรักฝาแฝด โปรดจำไว้ว่าชีวิตของฝาแฝดนั้นเป็นแบบแปรผันตรง  ไม่ว่าคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตคู่มากน้อยแค่ไหน  ชีวิตของอีกคนก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอ อย่างไรก็ตาม  รักยืนยงของแต่ละคู่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นภูมิหลังของการพบรัก การยอมรับและปรับตัวเข้าหากัน  หรือความคาดหวังในตัวของแต่ละคน เป็นต้น&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Sem0PcKktmI/AAAAAAAAAMU/dxRjUO4vDRM/s1600-h/IMG123_0118.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Sem0PcKktmI/AAAAAAAAAMU/dxRjUO4vDRM/s320/IMG123_0118.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325986211693901410" border="0"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong style="color: rgb(153, 153, 255);"&gt;&lt;font size="4"&gt;เป็นไปได้เพราะรัก&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; &lt;font style="color: rgb(153, 153, 255);"&gt;เศร้า เหงา ..เพราะรัก  อาการนี้อธิบายได้ด้วยผลการศึกษาจากประเทศอิตาลีที่ระบุว่า  คนที่กำลังมีความรักมักจะเป็น&lt;/font&gt;&lt;strong style="color: rgb(153, 153, 255);"&gt;โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive  Disorder – OCD)&lt;/strong&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 153, 255);"&gt; อาการคือ สติไม่อยู่กะร่องกะรอย คอยแต่กังวลว่าปิดประตู  ปิดหน้าต่างแล้วหรือยัง ชักโครกหรือเปล่า หรือชอบล้างมือบ่อยๆ เพราะคิดว่าไม่สะอาด  อะไรทำนองนี้&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 153, 255);" color="#cc0000"&gt;  โรคย้ำคิดย้ำทำมีความสัมพันธ์กับระดับของเซโรโทนิน (Serotonin)  แบบปฏิภาคผกผัน&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 153, 255);"&gt; ยิ่งเซโรโทนินต่ำ ความเศร้า เหงา โกรธก็จะยิ่งมาก  เรื่องนี้ไม่ได้พูดกันลอยๆ  มีการวัดระดับเซโรโทนินในกลุ่มทดลองซึ่งเป็นนักศึกษาที่กำลังมีความรัก  พบว่าระดับเซโรโทนินในร่าง&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 153, 255);"&gt;กายของพวกเขาลดลงถึงร้อยละ 40 จากปกติ อย่างไรก็ตาม  ผล(เสีย)จากการตกหลุมรักนี้ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี  (โดยที่นักศึกษาเหล่านี้ยังรักษาความสัมพันธ์ฉันท์คนรักเอาไว้ได้)  ระดับเซโรโทนินของพวกเขากลับคืนมาสู่ระดับปกติ ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง  เพราะหากระดับเซโรโทนินยังต่ำอยู่ โอกาสที่พวกเขาจะเกรี้ยวกราดอาละวาดยิ่งสูง  โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชาย  ระดับความต้องการมีเพศสัมพันธ์ก็จะมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน&lt;/font&gt;  &lt;font style="color: rgb(153, 153, 255);"&gt;แอนเดรียส  บาร์เทลส์ และเซเมียร์ เซกี แห่ง University College London  ใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า Functional Magnetic Resonance Imaging (fMRI)  แสกนและถ่ายรูปสมอง เพื่อศึกษาการทำงานของสมองของผู้ที่กำลังมีความรัก  โดยให้ผู้เข้าทำการทดลองทั้งหมดดูรูปขอ&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 153, 255);"&gt;งคนรักที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งและคนที่รู้สึกชอบพอกันฉันท์เพื่อน  ทั้งสองคนพบว่าพื้นที่สี่ส่วนของสมองมีการทำงาน และมีเพียงหนึ่งจุดที่ไม่ทำงาน  โดยหนึ่งในบริเวณที่สมองทำงานได้แก่บริเวณที่จะมีบทบาทเมื่อเวลาเราเกิดความรู้สึกประหลาดที่ยากจะเข้าใจ  และอธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผล หรือที่เรียกว่า Gut feelings  และอีกส่วนคือจุดที่จะตอบสนองเวลาร่างกายได้รับสารที่มีฤทธิ์กล่อมประสาท  ที่ทำให้รู้สึกสบาย สนุกสนาน เหมือนคนเสพกัญชา  ส่วนบริเวณที่ไม่ตอบสนองเลยคือสมองส่วนที่เรียกว่า Prefrontal cortex  ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมปฏิกริยาสนองตอบร่างกายเวลาที่จิตใจถูกกระตุ้น  ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ก็พบว่าสมองส่วนนี้จะไม่ทำงานเช่นกัน  ด้วยเหตุจากการทดลองดังกล่าว คนบางกลุ่มจึงได้ให้นิยามของ “รัก”  ว่าเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง เมื่อเสพแล้วทำให้สดชื่นรื่นรมย์ เคลิบเคลิ้มเป็นสุข  ตื่นตัว มีพละกำลัง การเสพต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จะส่งผลข้างเคียงที่รุนแรงพอตัว  ทำให้เกิดอาการประสาทหลอน ชอบฟังเ&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(153, 153, 255);"&gt;พลงรัก ไม่กินอาหาร ไม่หลับไม่นอน  และมีความแปรปรวนทางอารมณ์อยู่ตลอดเวลา &lt;/font&gt;&lt;strong style="color: rgb(153, 153, 255);"&gt;ความรุนแรงของอาการที่เกิดจากรัก  จะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปริมาณที่เข้าตรงสู่สมอง  โดยอาจจะออกฤทธิ์อยู่ได้&lt;/strong&gt;&lt;strong style="color: rgb(153, 153, 255);"&gt;นานตั้งแต่ 1 วันจนถึงชั่วชีวิต&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SemwbHQ15BI/AAAAAAAAAL8/lqjqKMjWMdI/s1600-h/IMG_0119.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SemwbHQ15BI/AAAAAAAAAL8/lqjqKMjWMdI/s320/IMG_0119.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325982014194967570" border="0"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 204, 204);" color="#cc0000" size="4"&gt;&lt;strong&gt;ใครที่เกิดมาคู่กับฉัน&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt; &lt;font style="color: rgb(204, 204, 204);"&gt;นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าฟีโรโมน  (Pheromones) จากตัวเรา เป็นกุญแจสำคัญในการคัดสรรคนที่คู่ควรมาเป็นคู่ชีวิต  ในเผ่าพันธุ์สัตว์ฟันแทะ (Rodent) ซึ่งมีอวัยวะสำคัญในจมูกที่เรียกว่า Vomeronasal  organ หรือ VNO ฟีโรโมนจากปัสสาวะจะมีความสำคัญมาก  เพราะมันเป็นสิ่งที่ชี้นำการใช้ชีวิตในกลุ่มสังคมของพวกมัน เมื่อมันพบปะกับตัวอื่นๆ  มันก็สามารถรู้เพศของตัวนั้นๆ ได้ทันที และจะนำมาซึ่งการจับคู่ในลำดับต่อไป  สัตว์ฟันแทะจะมีฟีโรโมนที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย  เมื่อถึงเวลาเลือกคู่ มันจะหลีกเลี่ยงคู่ที่มีกลิ่นฟีโรโมนใกล้เคียงกับมัน  เพราะต้องการให้ลูกๆ ที่เกิดมาแข็งแรง สดใส ห่างไกลโรค (เช่นเดียวกับลูกมนุษย์)  อย่างไรก็ตาม ในพวกเราเหล่ามนุษย์  การที่จะประทับใจใครสักคนด้วยการสูดกลิ่นฟีโรโมนจากปัสสาวะเฉกเช่นเดียวกับหนู  มันออกจะเกินงามไปสักหน่อย  นักวิทยาศาสตร์บอกว่าแค่ฟีโรโมนจากเหงื่อก็สะกิดเราให้รู้ตัวได้แล้ว &lt;/font&gt;  &lt;font style="color: rgb(204, 204, 204);"&gt;เคล้าส์ เวเดไคนด์ จากมหาวิทยาลัยเบิร์น ในสวิตเซอร์แลนด์  ทำการทดลองเพี้ยนๆ ขึ้น  โดยขอให้ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งสูดดมเสื้อที่ยังไม่ได้ซักและเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อจากผู้ชายหลายคน  ปรากฏว่าผู้หญิงแต่ละคนจะประทับใจในกลิ่นเหงื่อของผู้ชายที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่แตกต่างจากพวกเธอ  ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีที่เกิดขึ้นกับสัตว์ฟันแทะ  ผลการศึกษาเสื้อยืดอาบเหงื่อเวอร์ชันของ ดร.มาร์ธา แม็คคลินทอค  จากมหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก  บอกว่า&lt;/font&gt;&lt;strong style="color: rgb(204, 204, 204);"&gt;ผู้หญิงมักจะสนใจผู้ชายที่มีกลิ่นคล้ายพ่อของตัวเอง&lt;/strong&gt;&lt;font style="color: rgb(204, 204, 204);"&gt; ทั้งนี้ด้วยเหตุผล (ที่ไม่ค่อยเห็นแก่ตัวสักเท่าไหร่เลย)  ว่าผู้ชายเหล่านี้น่าจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี (เหมือนที่เธอได้รับจากพ่อ)  และเขาก็ไม่ใช่คนในตระกูล  แม้ว่าเธอจะมั่นใจว่าตระกูลของเธออุดมสมบูรณ์ไปด้วยยีนที่ดีเลิศ  แต่การแต่งงานกันในวงศ์ญาตินั้นเสี่ยงเกินไปที่จะเลือกปฏิบัติ  เพราะนอกจากจะทำให้ลูกที่เกิดมาอ่อนแอหรือถึงตายได้แล้ว  ยังอาจทำให้ลักษณะเด่นบางประการหายไป  และยังทำให้ความสมบูรณ์ของพันธุ์ลดต่ำลงได้ในรุ่นลูกรุ่นหลาน  เป็นไปตามกฎแห่งพันธุกรรม  ดังนั้นการเลือกชายที่มีความใกล้เคียงกับพ่อของเธอจึงเป็นทางออกที่สดใสกว่า  เพราะนอกจากจะน่ายินดีที่ได้ยีนดีแล้ว ชายนอกตระกูลผู้นั้นยังน่าจะมียีนดีๆ อื่นๆ  อยู่ในตัวอีกด้วย  กลยุทธ์นี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงของการผสมนอกสายสัมพันธ์และความอันตรายของการผสมในสายสัมพันธ์ได้อย่างลงตัวที่สุด&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;font style="color: rgb(51, 0, 51);" color="#cc0000"&gt;&lt;strong&gt;&lt;font size="4"&gt;บทส่งท้าย&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(51, 0, 51);"&gt;มีคน  (คาดว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์) ให้นิยามของความรักว่า  “ความรักเป็นปฏิกริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นภายในร่างกายเพื่อตอบสนองความต้องการทางพันธุกรรมกับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม”  ไม่ว่ารักจะเป็นอะไรก็ตามในความคิดของคน  และแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะสรรหาข้อเท็จจริงมากมายมาเฉลยปริศนาแห่งรักให้เรารู้ได้  เราก็ต้องเข้าใจอยู่เสมอว่ารักเกี่ยวพันกับสิ่งต่างๆ มากมาย ไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์  แต่ยังรวมถึงปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม รวมทั้งการเรียนรู้ด้วย  ความรักเติบโตขึ้นพร้อมๆ กับเรา  โดยประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรารู้จักเลือกที่จะรัก  รู้จักหยุดเพื่อที่จะเริ่มใหม่  และรู้จักสร้างเงื่อนไขเพื่อให้ได้มาซึ่งการดำรงพันธุ์ที่เหมาะสม &lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(51, 0, 51);" color="#cc0000"&gt;แม้ว่าปริศนาบางอย่างในโลกแห่งรักจะถูกไขกระจ่างโดยนักวิทยาศาสตร์  ก็ไม่ได้หมายความว่าต่อจากนี้ไปเราจะรักกันด้วยเทคโนโลยี  &lt;/font&gt;&lt;font style="color: rgb(51, 0, 51);"&gt;การปล่อยให้ความรักดำเนินไปตามครรลองของมันน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(51, 0, 51);"&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(51, 0, 51);"&gt;แหล่งที่มา :&lt;br /&gt;1. &lt;a href="http://www.bbc.co.uk/"&gt;http://www.bbc.co.uk&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;2. &lt;a href="http://www.economist.com/"&gt;http://www.economist.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Semu5nAPO9I/AAAAAAAAALs/8cyOcviUJ00/s1600-h/IMG_0122.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 240px; height: 320px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Semu5nAPO9I/AAAAAAAAALs/8cyOcviUJ00/s320/IMG_0122.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325980339088079826" border="0"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-7454564349750416639?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/7454564349750416639/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_4878.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/7454564349750416639'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/7454564349750416639'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_4878.html' title='วิทยาศาสตร์ของความรัก'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SemwRZ3GnZI/AAAAAAAAAL0/ICU3aEW9zCA/s72-c/IMG_0118.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-8115496632301300194</id><published>2009-04-18T17:11:00.000+07:00</published><updated>2009-04-18T17:28:10.633+07:00</updated><title type='text'>สิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size:0;"&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;span style="color: rgb(153, 0, 0);"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;&lt;br /&gt;เห็ดโคนญี่ปุ่น (Honey Mushroom)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Semnvz4TOFI/AAAAAAAAALU/eHMkmM2CHNM/s1600-h/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325972474164361298" style="margin: 0px auto 10px; display: block; width: 242px; cursor: pointer; height: 209px; text-align: center;" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Semnvz4TOFI/AAAAAAAAALU/eHMkmM2CHNM/s320/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;strong&gt;วงข้าวก็แกงเห็ด เข้าร้านสเต็กก็ซุปเห็ด แม้แต่เอ็มเคก็ยังต้องชุดเห็ดรวม ดูแล้ว "เห็ด" มีความสำคัญกับชีวิตของเรามากเลยนะคะ จริงๆแล้วเราก็ รู้จักเห็ดกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเห็ดโคน เห็ดนางฟ้า และอีกหลายสายพันธุ์ ที่เรานำมันมาบริโภค เห็ดเหล่านี้ต่างก็มีขนาดเล็ก หรือไม่ใหญ่นักแต่ครั้งนี้เราจะแนะนำให้รู้จักกับ&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;เห็ดที่ใหญที่สุดในโลกกันค่ะ เห็ดนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า &lt;em&gt;Armillaria ostoyae&lt;/em&gt; หรือที่รู้จักกันในชื่อ &lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;เห็ดโคนญี่ปุ่น (Honey Mushroom)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;นอกจากเจ้าเห็ดโคนญี่ปุ่นนี้จะเป็นเห็ดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกได้ ยังสามารถแพ่รขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย เห็ดต้นนี้ได้ถูกตรวจสอบโดยละเอียดโดยคณะสำรวจกลุ่มหนึ่ง หลังจากที่คาดว่ามันเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นไม้จำนวนหนึ่งในป่าแห่งนี้ต้องตายไป โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ตัดต้นไม้ที่มีการติดเชื้อออกมาก็พบว่าภายในลำต้นของต้นไม้มีเส้นใยสีขาว ที่เรียกว่า mycelia ของเชื้อเห็ดแผ่ขยายเต็มไปหมด ซึ่งเส้นใยนี้เองที่เป็นส่วนที่ดูดเอาน้ำเลี้ยงและสารอาหารคาร์โบไฮเดรตจากลำต้นของพืช มาเลี้ย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:0;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;งลำต้นของเห็ด &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 0, 0);"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;นักวิจัยได้เก็บตัวอย่างของเชื้อเห็ดในพื้นที่บริเวณกว้างเพื่อที่จะมาตรวจสอบ DNA ทำให้พบความจริงที่ว่า ตัวอย่างที่เก็บทั้งหมดในบริเวณกว้างใหญ่นี้มาจากเชื้อเห็ดต้นเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Semotc3KroI/AAAAAAAAALk/E0JFaEdQiVc/s1600-h/9DF66_rhizomorphs.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325973533137481346" style="margin: 0px auto 10px; display: block; width: 297px; cursor: pointer; height: 171px; text-align: center;" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Semotc3KroI/AAAAAAAAALk/E0JFaEdQiVc/s320/9DF66_rhizomorphs.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:0;"&gt;&lt;span style="font-size:0;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial,Helvetica,sans-serif;"&gt;ส่วนที่เป็น rizomorphs อยู่ใต้ดิน&lt;span style="background-color: rgb(153, 102, 255);"&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 255, 153);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;ช่วงเดือนสิงหาคม 2544 ได้มีการสรุปว่า&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;&lt;strong&gt;สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุด คือ ดอกเห็ดในสายพันธุ์เดียวกัน(Armillaria ostoyae) พบในรัฐวอชิงตัน มี rhizomorphs ที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 1,500 เอเคอร์ (600เฮกตาร์ = 60,000ตารางเมตร)&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;ผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อราและเห็ดคาดว่าหากพบเห็ด Armillaria ขนาดใหญ่อย่างที่พบที่วอชิงตันได้แล้ว ก็อาจเป็นเห็ดขนาดใหญ่ที่ทำให้ต้นไม้จำนวนหนึ่งตายที่อุทยานแห่งชาติ the Malheur National Forest, the Blue Mountains ทางโอเรกอนตะวันออก &lt;/span&gt;&lt;strong style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;นักวิจัยรู้สึกอัศจรรย์ใจกับการค้นพบครั้งนี้มาก เพราะสาย rhizomorphs ของเห็ดที่มีการคาดคะเนเอาไว้นั้นครอบคลุมพื้นที่ถึง 2,200 เอเคอร์ (890 เฮกตาร์ หรือ ประมาณ 890,000 ตารางเมตร) มีอายุอย่างน้อย 2,400 ปี และยังไม่สามารถประมาณการน้ำหนักของเชื้อเห็ดต้นนี้ได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;แต่อย่าคิดนะคะว่าเราจะเห็นดอกเห็ดใหญ่ยักษ์ขนาดนั้น เพราะว่าเชื้อเห็ด Armillaria จะเติบโตและแผ่ขยายขนาดไปใต้พื้นดิน จะมองเห็นการเติบโตด้วยตาในฤดูใบไม้ผลิ ในรูปของเห็ดโคนญี่ปุ่นเท่านั้น และถ้าบางคนสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไรที่เห็ดต้นหนึ่งถึงได้มีขนาดใหญ่โตได้ถึงขนาดนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ได้พยายามหาคำตอบว่าอาจจะเป็นเพราะ อากาศที่แห้งแล้งของพื้นที่แถบตะวันออกของรัฐโอเรกอนที่ทำให้สปอร์ของเชื้อเห็ดมีสภาวะที่ไม่เหมาะสม ไม่สามารถที่จะเติบโตกลายเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงทำให้เชื้อเห็ดที่ดอกเดิมเจริญเติบโตขยายขนาดต่อไปได้โดยที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆมาแบ่งแย่งอาหารหรือเป็นคู่แข่งเลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;และคำถามที่ดูจะสำคัญที่สุดก็คือ &lt;strong&gt;เห็ดโคนญี่ปุ่นนี้ใช้เป็นอาหารได้หรือไม่ คำตอบก็คือ สามารถรับประทานได้แน่นอน แต่บางคนอาจจะไม่คิดว่ามันมีรสชาติที่เอร็ดอร่อยเท่าไรนัก ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยม ความชอบของแต่ละคนนะคะ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;p style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;strong&gt;ที่มา&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;&lt;span style=";font-family:'Browallia New';font-size:100%;"  &gt;&lt;strong&gt;&lt;a href="http://www.extremescience.com/biggestlivingthing.htm"&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif,Tahoma,Arial;" &gt;http://www.extremescience.com/biggestlivingthing.htm&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif,Tahoma,Arial;" &gt; &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 153, 255);font-size:100%;" &gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 153, 255);"&gt;&lt;span style="font-size:0;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial,Helvetica,sans-serif;"&gt;&lt;span style="background-color: rgb(153, 102, 255);"&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-8115496632301300194?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/8115496632301300194/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_1135.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/8115496632301300194'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/8115496632301300194'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_1135.html' title='สิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Semnvz4TOFI/AAAAAAAAALU/eHMkmM2CHNM/s72-c/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-4273951775474705580</id><published>2009-04-18T14:25:00.000+07:00</published><updated>2009-04-18T15:36:26.180+07:00</updated><title type='text'>แค่เรื่องใกล้ตัว ก็ทำเด็กรักเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้ง่ายๆ</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(255, 204, 204);"&gt;วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;img src="http://campus.sanook.com/story_picture/b/00777_002.jpg"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสอนให้เด็กเข้าถึงวิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องยาก สำหรับคุณครูหรือผู้ปกครองเช่นกัน เพียงแค่หยิบยกเรื่องราวในชีวิตประจำวันหรือธรรมชาติรอบตัวมาสร้างบรรยากาศและกระตุ้นการเรียนรู้ให้หนูน้อยสนุกกับการค้นคว้าหาคำตอบได้ ก็อาจทำให้นักวิทย์น้อยในวันนี้เป็นนักวิทย์ที่ยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;      &lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 37 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การอบรมสัมมนาเรื่อง "การสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก : มิติใหม่แห่งการศึกษาปฐมวัย" ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 52 โดยสำนักพิมพ์ในเครือแปลนสารา ซึ่งมีคุณครูอาจารย์เข้าร่วมการอบรมจำนวนมาก และมีวิทยากรหลายท่านมาร่วมแนะแนววิธีการสอนให้เด็กอยากเรียนรู้เรื่องราวในวิทยาศาสตร์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.moc.moe.go.th/moe_moc/upload/mod_cms/96/file_attach/img_0f543496b12f7f18ec009729308fcd83.gif"&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       ผศ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ จากภาควิชาพฤษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ว่า มนุษย์ทุกคนมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวเอง แต่ทักษะด้านวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นเมื่อเรารู้จักสังเกตสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา แต่น่าเสียดายที่ระบบการศึกษาของไทยในปัจจุบันกลับทำลายความเป็นนักวิทยาศาสตร์นั้นลงโดยสิ้นเชิงด้วยการใช้ความรู้นำปัญญา แทนที่จะสร้างนักวิทยาศาสตร์ด้วยการใช้ปัญญานำความรู้&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       เพราะปัญญาเป็นบ่อเกิดของความรู้ทุกอย่าง ปัญญาเกิดจากกระบวนการคิดที่เราได้สังเกตสิ่งต่างๆ จะสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นได้ต้องพัฒนากระบวนการสังเกต การเรียนรู้ของเด็ก และจะเกิดความรู้ตามมา ซึ่งเด็กทุกคนช่างสงสัยและมีคำถามที่อยากรู้มากมายอยู่แล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อเด็กเริ่มเข้าสู่ห้องเรียน ความอยากรู้ของเด็กจะค่อยๆ ลดน้อยลง จนเหลือศูนย์เมื่อเด็กเรียนจบมหาวิทยาลัย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.pwdmedia.com/home/upload/news20080113104258.jpg"&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       ทั้งนี้ เป็นเพราะระบบการเรียนการสอนมุ่งเน้นให้ครูยัดเยียดความรู้ให้เด็ก ทำให้เด็กถูกจำกัดอยู่ในกรอบ โดยขาดการกระตุ้นศักยภาพการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้ประเทศไทยทุกวันนี้แทบไม่มีนักวิทยาศาสตร์ที่ริเริ่มคิดค้นสิ่งใหม่ มีแต่นักเทคโนโลยีที่นำเอาสิ่งที่คนอื่นคิดค้นมาปรับเปลี่ยนให้ไม่เหมือนเดิม&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       "ครูอย่าด่วนอธิบายถ้าอยากให้เด็กรู้ ไม่อย่างนั้นจะทำให้เด็กตาบอด ถ้าอยากให้เด็กฟังก็อย่ารีบบอกจนหมด ไม่อย่างนั้นเด็กจะหูหนวก แต่ควรประเมินว่าเด็กสังเกตเห็นอะไรบ้าง รับรู้ได้แค่ไหน แล้วครูก็ค่อยๆ เพิ่มเติมเข้าไปทีละนิดโดยให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มมากขึ้น" ผศ.ยงยุทธให้คำแนะนำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/134/134943.jpg"&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       พร้อมบอกว่าผู้ปกครองก็ต้องมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็กโดยจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมแก่การเรียนรู้ และเป็นแบบอย่างที่ดี เพราะเด็กจะซึมซับจากผู้ปกครองได้มากถึง 90%&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       ด้าน ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์และนักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) แนะนำคุณครูสอนวิทยาศาสตร์ให้เด็กในรูปแบบของกิจกรรมหรือการเล่นต่างๆ เช่น การพับกระดาษ การเล่นกลวิทยาศาสตร์ หรือการจำแนกความแตกต่างของรูปภาพ ซึ่งเด็กจะมีจินตนาการและมุมมองที่หลากหลายมากกว่าที่ผู้ใหญ่มองเห็น เป็นการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก และฝึกทักษะในการจำแนกแยกแยะสิ่งต่างๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://news.nipa.co.th/image/manager/technology/114938_552000002847001.JPEG"&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       การรีไซเคิลขยะก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยสอนวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี เพื่อให้เด็กเรียนรู้เรื่องการจำแนกไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม (รีไซเคิล = การจำแนกประเภท+การรักษาสิ่งแวดล้อม+...) หรือการเก็บรวบรวมลวดเย็บกระดาษที่ใช้แล้ว ซึ่งเมื่ออยู่โดดเดี่ยวอาจดูน้อยนิด แต่เมื่อรวมกันมากขึ้นก็สามารถนำไปรีไซเคิลได้ และแม้ว่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ไม่มากมาย แต่เป็นจุดเริ่มของการคิดสร้างสรรค์ในอนาคต&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       นอกจากนั้นการฝึกหัดถ่ายภาพพืชสัตว์ในธรรมชาติรอบๆตัว ระหว่างคุณครูหรือผู้ปกครองและเด็กๆ ก็ช่วยกระตุ้นความสนใจในวิทยาศาสตร์ให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็นได้ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เราพบกับสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน และทำให้เด็กได้สนุกกับกระบวนการเรียนรู้เพื่อหาคำตอบให้ตัวเอง ทั้งจากผู้รู้ หนังสือ หรืออินเทอร์เน็ต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.planparithat.com/showjpg.php?jpgfield=Kn_pic1&amp;amp;tablename=know&amp;amp;condition=Kn_id&amp;amp;thevalues=17"&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       ส่วนคณะคุณครูจากโรงเรียนสยามสามไตรนำ "การสอนวิทยาศาสตร์แบบมาทาล" มาแนะนำให้คุณครูผู้เข้าอบรมได้รู้จักและนำไปใช้กัน โดยเป็นวิธีการสอนวิทยาศาสตร์จากประเทศอิสราเอล ที่มีแนวคิดสอนการสืบสวนสอบสวน ฝึกให้เด็กเข้าใจในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และวิธีการพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองว่าความรู้ที่ได้รับนั้นเป็นเรื่องจริง มีใจเปิดกว้าง เผชิญหน้ากับความล้มเหลวได้โดยการเข้าใจตามความจริง&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       คุณครูแนะนำว่าให้เด็กเรียนรู้จากเรื่องราวในชีวิตประจำวัน สิ่งที่อยู่ใกล้ตัว และธรรมชาติรอบตัว เช่น วันทั้ง 7 ใน 1 สัปดาห์, สิ่งของหรือเศษวัสดุๆ และต้นไม้ใบหญ้ารอบตัว ซึ่งจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ทั้งภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ไปพร้อมกับ เด็กได้ฝึกการสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว ฝึกการเรียนรู้ รู้จักแยกแยะและจำแนกหมวดหมู่ของสิ่งต่างๆ ตามลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง สีสัน ขนาด หรือพื้นที่ เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.kidsquare.com/cdimages/x6523.jpg"&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;       ทั้งนี้ คุณครูผู้สอนจะต้องให้โอกาสเด็กได้สัมผัสด้วยตัวเองโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมด และเขาจะรับรู้ได้ด้วยใจ โดยไม่สำคัญว่าถูกหรือผิด แต่เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ ได้ใช้ความคิดและจินตนาการของเขาเอง เพื่อกระตุ้นให้เขาอยากเรียนรู้ต่อๆ ไป&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;span style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000037115&lt;/span&gt;&lt;br style="color: rgb(204, 255, 255);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-4273951775474705580?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/4273951775474705580/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_18.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/4273951775474705580'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/4273951775474705580'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_18.html' title='แค่เรื่องใกล้ตัว ก็ทำเด็กรักเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้ง่ายๆ'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-6553162709781305984</id><published>2009-04-12T04:45:00.000+07:00</published><updated>2009-04-17T20:20:16.100+07:00</updated><title type='text'>ข้อสอบขั้นเทพ</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.vcharkarn.com/vexam/index.php/set/1585"&gt;ระบบย่อยอาหารและการสลายอาหารเพื่อให้ได้พลังงาน&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.vcharkarn.com/vexam/index.php/set/1763"&gt;&lt;br /&gt;ข้อสอบชีววิทยา(ขั้นเทพ)เรื่องพันธุศาสตร์&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://mysci-mybrain.blogspot.com/"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-6553162709781305984?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/6553162709781305984/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_15.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/6553162709781305984'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/6553162709781305984'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_15.html' title='ข้อสอบขั้นเทพ'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-1757294870870543958</id><published>2009-04-12T02:48:00.000+07:00</published><updated>2009-04-17T00:49:04.689+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชีววิทยาทางการแพทย์'/><title type='text'></title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOHWOiNaqI/AAAAAAAAAFI/l91s8fDf-3w/s1600-h/stem+cell.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 292px; height: 320px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOHWOiNaqI/AAAAAAAAAFI/l91s8fDf-3w/s320/stem+cell.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324248000410512034" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 0, 0);font-family:arial;" &gt;Stem Cell For Life&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;Stem Cell ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปเมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าในการนำ Stem Cell มารักษาโรคได้มากกว่า70ชนิด แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจความหมายของ Stem Cell อย่างแท้จริง&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 0, 0);"&gt;&lt;br /&gt;Stem Cell คืออะไร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; คำไทยใช้คำว่า เซลล์ต้นกำเนิด ถ้าแปลตรงตัวStem ก็แปลว่าลำต้น ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดนี้ย้อนไปถึงการกำเนิดชีวิตนั่นเอง กระบวนการกำเนิดชีวิตมนุษย์หรือสัตว์นั้น สเปิร์มของผู้ชาย จะมาผสมกับไข่ของผู้หญิงกลายเป็น1เซลล์ จากนั้นหนึ่งเซลล์จะทำการแบ่งตัวเป็นทวีคูณ กลายเป็นอวัยวะต่างๆ ขึ้นมา ดังนั้นเซลล์ต้นกำเนิดก็เหมือนเซลล์ที่กลายเป็นอะไรก็ได้ เช่นถ้าไปอยู่ที่สมองก็กลายเป็นเซลล์สมอง ไปอยู่ที่เซลล์ตับก็กลายเป็นเซลล์ตับStem Cell สร้างความน่าอัศจรรย์ใจและแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของวงการแพทย์ ด้วยคุณสมบัติดังนี้&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;1.สามารถแบ่งตัวของตัวเองได้ตลอด&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;2.สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ เช่นเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเป็นเซลล์อื่นๆได้&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;3.ยังเป็นตัวของตัวเอง คือมีค้างของตัวเองเสมอ ยังคงมีความเป็น Stem Cell อยู่นั่นเอง ด้วยคุณสมบัติสามประการที่กล่าวมา เมื่อ Stem Cell เข้าสู่ร่างกาย ก็จะวิ่งเข้าส่วนที่ร่างกายต้องการ ภาษาทางการแพทย์เรียกว่าHomingเพราะเมื่อร่างกายมีบาดแผลจะมีการหลั่งสารบางอย่างออกมา ซึ่งสารตัวนี้เป็นตัวดึงดูดให้วิ่งเข้าไปสร้างหรือซ่อมแซม&lt;/div&gt;&lt;a href="http://i676.photobucket.com/albums/vv125/wrkn/blog/7853.jpg" target="_blank"&gt;&lt;img alt="stem cell" src="http://i676.photobucket.com/albums/vv125/wrkn/blog/7853.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;div style="font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 0, 0);"&gt;ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย Stem Cellเองก็มีข้อจำกัดในการรักษาด้วยเช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;1.ระยะเวลาการรักษาต้องใช้เวลาพอประมาณ เช่นถ้าคนไข้ถึงจุดวิกฤตเต็มที แต่ต้องปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งร่างกายต้องใช้ระยะเวลาสักพัก ก็อาจไม่ทันการณ์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;2.ช่วงที่ทำการรักษาโรคอย่างหนึ่งอยู่ ต้องพยายามรักษาร่างกายไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน ไม่เช่นนั้น Stem Cellก็จะวิ่งไปรักษาที่อื่นด้วยเช่นกัน&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;3. Stem Cell มีหลายแหล่ง แต่ละแหล่งก็มีชนิดของ Stem Cellที่แตกต่างกันออกไป การนำไปใช้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของ Stem Cellที่ใช้รักษาโรคนั้นๆ&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;4.ถ้าเป็นการขอรับบริจาคจากบุคคลอื่นที่มิใช่ญาติ มีโอกาสที่ร่างกายจะรับแค่1ต่อ50,000ถ้าเป็นพ่อ แม่ ลูก มีโอกาส1ต่อ2 ถ้าเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน มีโอกาส1 ต่อ 4&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.ผู้ที่นำมารักษาต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะ&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOHF2rq-nI/AAAAAAAAAFA/L3bw9V95bkY/s1600-h/stem_cells5.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 305px; height: 320px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOHF2rq-nI/AAAAAAAAAFA/L3bw9V95bkY/s320/stem_cells5.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324247719129840242" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 0, 0); font-weight: bold;"&gt;Stem Cell นำมาจากไหนได้บ้าง&lt;/span&gt; Stem Cell ของมนุษย์สามารถเก็บได้หลายระยะ เริ่มตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสท์ (ไข่ผ่านการผสมกับสเปิร์มมาแล้วประมาณ4-5วัน) เรียกว่า Embryonic stem cell แต่เนื่องจากยังมีมุมมองในแง่ศีลธรรมกันอยู่มาก เพราะหลายคนที่มีความเห็นว่าการนำ Embryonic stem cell มาใช้นั้นเป็นการฆ่าตัวอ่อน ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ทัศนะของแต่ละคน ดังนั้นจึงขอพูดถึง Stem Cellที่นำมาใช้ประโยชน์ต่อมนุษย์ในปัจจุบันและไม่ขัดกับหลักศีลธรรม โดยเราจะพูดถึง Adult Stem Cell ซึ่งประโยชน์ที่นำมาใช้เรียกได้ว่าไม่ด้อยไปกว่ากัน และไม่ขัดแย้งในเชิงศีลธรรม แหล่งที่พบ Adult Stem Cell ได้แก่เลือด ไขกระดูก เลือดจากสายรก (สายสะดือ) ตัวสายสะดือ ไขมัน ฟันน้ำนม เรียกได้ว่า สามารถพบได้เกือบทุกอวัยวะของร่างกาย แต่แหล่งที่พบแต่ละที่นั้นมีข้อดีข้อเสียและการนำมาใช้แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงขอยกเพียงบางที่มาทำความเข้าใจกัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 0, 0); font-weight: bold;"&gt;Stem Cell จากเลือด&lt;/span&gt; เลือดทั่วๆไปในร่างกายมี Stem Cell แต่มีปริมาณน้อยมาก หากเราต้องการเร่งให้ไขกระดูกปลดปล่อย Stem Cellออกมาสู่ระบบเลือดในปริมาณมากขึ้น หมอจะฉีดยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว หรือที่เรียกว่า G-CSF ( Granulocyte Colony Stimulating Factor ) เข้าไป และทำการเก็บ Stem Cell ด้วยเครื่อง Apheresis ข้อดีของวิธีนี้คือ เราสามารถเก็บ Stem Cell ให้ได้ตามจำนวนที่เราต้องการนำไปปลูกถ่ายในผู้ป่วย แต่ข้อเสียคือ อาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา G-CSF และ Stem Cell ที่ได้จะมี T-Cell ซึ่งเป็นเสมือนหน่วยความทรงจำว่าร่างกายเคยเป็นโรคอะไรมาแล้วบ้าง ซึ่งT-Cell นี้อาจทำให้ร่างกายไม่ยอมรับการปลูกถ่าย และยิ่งอายุมากขึ้นศักยภาพของ Stem Cell ในร่างกายก็ลดลงเช่นกัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOHa1hRmvI/AAAAAAAAAFQ/1W444UHh5WY/s1600-h/stem+cell2.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOHa1hRmvI/AAAAAAAAAFQ/1W444UHh5WY/s320/stem+cell2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324248079595051762" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 0, 0); font-weight: bold;"&gt;Stem Cell จากไขกระดูก&lt;/span&gt; หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ การปลูกถ่ายไขกระดูก ในกระดูกมี Stem Cell มากเพียงพอที่จะนำมาใช้ แต่วิธีการนำมาใช้ยุ่งยากและค่อนข้างเจ็บมาก คือ ผู้ให้จะต้องวางยาสลบและทำในห้องศัลยกรรมของโรงพยาบาล โดยแพทย์จะเจาะเข้าไปบริเวณกระดูกเชิงกรานให้ถึงไขกระดูก แล้วดูด Stem Cell ที่อยู่ในโพรงไขกระดูกให้เพียงพอกับจำนวนที่ต้องใช้ และที่แน่ๆเจาะแค่รูเดียวคงไม่เพียงพอ และต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 วัน และกลับไปพักฟื้นอีกอย่างน้อย 5 วัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOHpRoSYkI/AAAAAAAAAFY/kVB1pqK141A/s1600-h/stem_cell3.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 253px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOHpRoSYkI/AAAAAAAAAFY/kVB1pqK141A/s320/stem_cell3.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324248327658824258" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 0, 0); font-weight: bold;"&gt;Stem Cell จากเลือดในสายรก&lt;/span&gt; การเก็บเลือดจากสายรก จะทำได้แค่ช่วงที่เด็กแรกคลอดเท่านั้น ข้อดี คือ มีปริมาณ T-Cell น้อยมาก เพราะเด็กนั้นยังไม่เคยสัมผัสโรคใดๆ มีวิธีการจัดเก็บง่าย ปลอดภัย ไม่มีความเจ็บปวดต่อทั้งแม่และเด็ก นักวิทยาศาสตร์ พบว่ามี Stem Cell อยู่หลากหลายชนิดในเลือดจากสายรก ปัจจุบันมีโรคกว่า 70 ชนิดที่สามารถนำเลือดจากสายรกไปใช้รักษา นอกจากนี้ยังมีการทดลองเปลี่ยน Stem Cell ที่ได้จากเลือดในสายรกนี้ให้เป็นเซลล์ชนิดอื่นๆ นอกจากเซลล์เม็ดเลือด เช่น เซลล์ประสาท เซลล์ กระดูก เซลล์ตับ เซลล์หลอดเลือด เซลล์กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อหัวใจ หรือแม้กระทั้งผลิตอินซูลิน ถึงแม้จะอยู่ในช่วงการทดลอง แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาใช้ได้จริง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;Stem Cell ที่เก็บจากเลือดในสายรกนั้น ถ้านำไปรักษาพ่อแม่ มีเพียง HLA ตรงกัน3 ตำแหน่งก็สามารถใช้ได้ แต่ถ้าเป็น Stem Cell จากแหล่งอื่น ต้องตรงกันถึง 6 ตำแหน่ง จึงจะสามารถนำไปรักษาได้ แต่เลือดจากสายรกก็มีข้อเสีย คือ ปริมาณที่เก็บได้มีจำนวนน้อย จึงสามารถนำมาใช้ได้กับเด็กหรือ ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักน้อย เพราะจำนวน Stem Cell ที่นำมาใช้ ต้องเหมาะสมกับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย แต่นักวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่จะพัฒนาการเพิ่มจำนวนของ Stem Cell ที่ได้จากสายรกให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับคนที่มีน้ำหนักมากๆ &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOH4OKM0HI/AAAAAAAAAFg/y3jSDhx7gI4/s1600-h/stem-cells4.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 256px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOH4OKM0HI/AAAAAAAAAFg/y3jSDhx7gI4/s320/stem-cells4.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324248584425361522" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://mysci-mybrain.blogspot.com/"&gt;กลับไปหน้าแรก&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-1757294870870543958?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/1757294870870543958/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/stem-cell-for-life-stem-cell-stem-cell.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/1757294870870543958'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/1757294870870543958'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/stem-cell-for-life-stem-cell-stem-cell.html' title=''/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOHWOiNaqI/AAAAAAAAAFI/l91s8fDf-3w/s72-c/stem+cell.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-4058616165642061698</id><published>2009-04-12T01:00:00.000+07:00</published><updated>2009-04-23T15:20:51.752+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชีววิทยากับสุขภาพ'/><title type='text'>แปะก๊วย : ช่วยบำรุงสมองเพิ่มความจำ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOAbdNC11I/AAAAAAAAAD4/I2A2ItoV5RI/s1600-h/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A22.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 300px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOAbdNC11I/AAAAAAAAAD4/I2A2ItoV5RI/s320/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A22.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324240393666221906" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;p style="font-weight: bold; color: rgb(204, 0, 0);" class="black" align="center"&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:130%;"  &gt;แปะก๊วย (Ginkgo Biloba)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="black" style="margin-left: 5px; margin-right: 5px;"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 204, 204);font-family:MS Sans Serif;font-size:85%;"  &gt;แปะก๊วย -  พืชสมุนไพรที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ สามารถบำบัดโรคต่างๆ ได้ ช่วยบำรุงสมอง  ทำให้มีสมาธิและความจำดีขึ้น เป็นพืชที่มีการแยกต้นเป็นเพศผู้ และเพศเมีย  ใบมีลักษณะคล้ายใบพัด แยกออกเป็น 2 กลีบ&lt;/span&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOAguq2sWI/AAAAAAAAAEA/Y9O8jqT7QuA/s1600-h/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A23.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 282px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOAguq2sWI/AAAAAAAAAEA/Y9O8jqT7QuA/s320/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A23.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324240484254003554" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="black" style="margin-left: 5px; margin-right: 5px;"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 204, 204);font-family:MS Sans Serif;font-size:85%;"  &gt;สารที่สกัดได้จากใบแปะก๊วยมีหลายชนิด  เช่น สาร Flavonoids, Terpenoids สารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Free radical)  เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปสู่สมอง, ปลายมือปลายเท้า  ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง  เพราะเมื่อสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ย่อมเสื่อมสมรรถภาพและฝ่อไปในที่สุด  ส่งผลต่อการทำงานและประสิทธิภาพของสมอง ทำให้เกิดการหลงลืมในผู้สูงอายุ  หรือโรคความจำเสื่อม ที่เรียกว่า อัลไซเมอร์ (Alzheimer disease) &lt;/span&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOAoRBTukI/AAAAAAAAAEI/qRX0ZO55ti0/s1600-h/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A24.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOAoRBTukI/AAAAAAAAAEI/qRX0ZO55ti0/s320/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A24.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324240613734070850" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="black" style="margin-left: 5px; margin-right: 5px; color: rgb(255, 204, 204);"&gt;&lt;span style=";font-family:MS Sans Serif;font-size:85%;"  &gt;ในปัจจุบันหลายๆ  ประเทศได้ให้การยอมรับถึงสรรพคุณของใบแปะก๊วยในการรักษาโรคสมองเสื่อม  โดยการนำสารสกัดจากใบแปะก๊วยมารวมกับ Phospholipids ให้อยู่ในรูปของ Phytosome  ซึ่งช่วยให้การดูดซับที่ผนังลำไส้เล็กดีขึ้น  ทำให้ร่างกายสามารถนำเอาสารสกัดจากใบแปะก๊วยนี้มาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น  นอกจากนี้ยังมีการนำสารสกัดดังกล่าวมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อบำรุงสมอง  และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ใช้รักษาโรคความจำเสื่อม, โรคซึมเศร้า อาการหลงๆ  ลืมๆ อันเนื่องมาจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอในผู้ป่วยสูงอายุ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="black" style="margin-left: 5px; margin-right: 5px; color: rgb(255, 204, 204);"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 0);font-family:MS Sans Serif;font-size:85%;"  &gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="black" style="margin-left: 5px; margin-right: 5px;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOAwEAsGTI/AAAAAAAAAEQ/GzLJavXAzEs/s1600-h/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A2.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 295px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOAwEAsGTI/AAAAAAAAAEQ/GzLJavXAzEs/s320/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324240747680766258" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="black" style="margin-left: 5px; margin-right: 5px;"&gt;&lt;a href="http://mysci-mybrain.blogspot.com/"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;กลับไปหน้าแรก&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--&lt;br /&gt;google_ad_client = "pub-5500770238030729";&lt;br /&gt;/* 336x280, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 4/21/09 */&lt;br /&gt;google_ad_slot = "4947389047";&lt;br /&gt;google_ad_width = 336;&lt;br /&gt;google_ad_height = 280;&lt;br /&gt;//--&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;&lt;script type="text/javascript"&lt;br /&gt;src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-4058616165642061698?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/4058616165642061698/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_4834.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/4058616165642061698'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/4058616165642061698'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_4834.html' title='แปะก๊วย : ช่วยบำรุงสมองเพิ่มความจำ'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOAbdNC11I/AAAAAAAAAD4/I2A2ItoV5RI/s72-c/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A22.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-4715603394154957392</id><published>2009-04-11T23:32:00.000+07:00</published><updated>2009-04-15T22:59:47.678+07:00</updated><title type='text'>Sloth สัตว์ที่ขี้เกียจที่สุดในโลก</title><content type='html'>&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324944330416809122" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 256px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeYAp985ZKI/AAAAAAAAAFw/_nO68fRHUCY/s320/36464.jpg" border="0" /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;Kingdom :Animalia&lt;br /&gt;Phylum :Chordata&lt;br /&gt;Class :Mammalia&lt;br /&gt;Subclass :Theria&lt;br /&gt;Infraclass :Eutheria&lt;br /&gt;Superorder:Xenarthra&lt;br /&gt;Order :Pilosa&lt;br /&gt;Suborder :FolivoraDelsuc, Catzeflis, Stanhope, and Douzery, 2001&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324944732043634482" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 226px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeYBBWIMZzI/AAAAAAAAAGA/lHZ7wtqviMs/s320/Alfa-Romeo-Sloth.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;Sloths&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดกลางที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ Sloth ถูกจัดอยู่ในอยู่ในวงศ์หรือครอบครัวของ Megalonychidae และ Bradypodidae ซึ่งทั้งสองวงศ์นี้จัดอยู่ในลำดับ (Order) Pilosa และหน่วยย่อยของอันดับ (Superorder) คือ Folivora หรืออาจจะเรียกว่า Phyllophaga ซึ่งทั้งสองชื่อนี้มีความหมายเหมือนกันคือ “ผู้กินใบไม้” แต่คำแรกนั้นมาจากภาษาละติน ส่วนคำที่สองมาจากภาษา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;กรีกโบราณ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324945049526639762" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeYBT02CnJI/AAAAAAAAAGI/ZehchwmNzVk/s320/sloth1-r3-wm.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;การสูญพันธุ์&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;Sloth พันธุ์พื้นเมืองเช่น Megatherium ที่อาศัยอยู่ในอเมริกาใต้และบางส่วนในอเมริกาเหนือพร้อมกับสัตว์ชนิดอื่นๆ อีกได้สูญพันธุ์ไปทันทีที่หลังจากมีมนุษย์เดินทางเข้าไปในทวีปนั้น จากหลักฐานเชื่อว่าสาเหตุน่าจะมาจากการล่าสัตว์และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของการสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง อย่างไรก็ตามการที่ Sloth พันธุ์พื้นเมืองที่อยู่รอดใน Antilles ทำให้มนุษย์ได้ตระหนักถึงความสูญเสียครั้งนี้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324945412055459954" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 242px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeYBo7XpaHI/AAAAAAAAAGY/_N-5LgHwROo/s320/sloth_22sfw.gif" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;บทบาทหน้าที่ต่อระบบนิเวศ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;Sloths เป็นสิ่งมีชีวิตจำพวก omnivores คือกินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร เขาอาจจะกินแมลงหรือสัตว์จำพวกตุ๊กแกขนาดเล็กเป็นอาหาร แต่อาหารส่วนใหญ่จะเป็นพวกต้นอ่อนของพืชจำพวก Cecropia sloth มีการปรับตัวเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้ได้นานเป็นวัน เพราะต้นพืชที่เขากินเข้าไปนั้นให้พลังงานน้อย จึงจำเป็นต้องรักษาพลังงานไว้โดยการอยู่เฉยๆ และเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ นอกจากนิสัยที่เฉื่อยชาแล้ว ร่างการยของเจ้า sloths ยังเฉื่อยชาด้วย คือการย่อยอาหารนั้นจะใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะย่อยเสร็จ&lt;br /&gt;นอกจากนี้ sloths ยังมีอัตราเมทาบอลิซึมที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับขนาดของร่างกาย และเมื่อตอนที่ sloths อยู่ในระหว่างการพักผ่อนหรือเมื่อขณะที่ร่างกายกำลังเกิดกระบวนการเมทาบอลิซึมนั้นก็ได้ลดอุณหภูมิของร่างกายลงมาอยู่ที่ 30-34 องศาเซลเซียส หรือ 86-93 องศาฟาเรนไฮต์ จึงเป็นสาเหตุให้ร่างกายเฉื่อยชาอีก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324945218280825346" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 222px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeYBdpgLIgI/AAAAAAAAAGQ/0xvhqf3ckdg/s320/sloth.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324945827711567650" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeYCBHzyRyI/AAAAAAAAAGg/vbISOpKLeDY/s320/sloths2.jpg" border="0" /&gt; &lt;a href="http://mysci-mybrain.blogspot.com/"&gt;กลับไปหน้าแรก&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-4715603394154957392?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/4715603394154957392/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/sloth.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/4715603394154957392'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/4715603394154957392'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/sloth.html' title='Sloth สัตว์ที่ขี้เกียจที่สุดในโลก'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeYAp985ZKI/AAAAAAAAAFw/_nO68fRHUCY/s72-c/36464.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-4618317343157273796</id><published>2009-04-11T21:16:00.000+07:00</published><updated>2009-04-15T20:02:41.804+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชีววิทยากับสุขภาพ'/><title type='text'>นมเปรี้ยวกับประโยชน์ของจุลินทรีย์</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;a href="http://s676.photobucket.com/albums/vv125/wrkn/blog/?action=view&amp;amp;current=135367.gif" target="_blank"&gt;&lt;img alt="Photobucket" src="http://i676.photobucket.com/albums/vv125/wrkn/blog/135367.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นมเปรี้ยวเกิดจากการหมักจุลินทรีย์ในนมจนเกิดรสเปรี้ยว อาจเติมสารปรุงแต่ง สี กลิ่น รส หรือ สารอย่างอื่นที่จำเป็นต่อกรรมวิธีการผลิต บางคนเข้าใจผิดว่านมเปรี้ยวกับนมบูดเหมือนกัน เพราะเห็นว่ามีรสเปรี้ยวเช่นเดียวกัน นมบูด เกิดจากเชื้อโรคที่กินไม่ได้ไปทำปฏิกิริยากับนม เมื่อกินนมบูดเข้าไป จะมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เพราะอาหารเป็นพิษ จุลินทรีย์ในนมเปรี้ยวเป็นจุลินทรีย์ที่พบตามปกติในทางเดินอาหาร ไม่สร้างสารพิษ และไม่ทำให้เกิดโรค ได้แก่ จุลินทรีย์ในกลุ่มแลคโตบาซิลลัส เป็นจุลินทรีย์ในกลุ่มที่เรียกว่า โปรไบโอติคส์ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิต สามารถก่อประโยชน์ต่อร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่โดยการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในร่างกายของผู้บริโภค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="COLOR: rgb(204,0,0)"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324902726424244338" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 282px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeXa0TAGsHI/AAAAAAAAAFo/eoijk2g36nQ/s320/12421.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ประโยชน์จากจุลินทรีย์ในนมเปรี้ยว&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;br /&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold; COLOR: rgb(204,0,0)"&gt;รักษาอาการท้องเสีย&lt;/span&gt; ในลำไส้ของมนุษย์ประกอบด้วยจุลินทรีย์นานาชนิด บ้างก็เป็นประโยชน์ บางชนิดก็ให้โทษ สำหรับคนสุขภาพดี แข็งแรง จุลินทรีย์ทั้งหมดในร่างกายจะอยู่ในสภาพสมดุล นี่คือ ระบบนิเวศน์ของลำไส้ แต่วันใดก็ตามที่ระบบนิเวศน์ในร่างกายเสียสมดุล จุลินทรีย์ที่ดีมีจำนวนลดลง จุลินทรีย์ที่ให้โทษขยายจำนวนมากขึ้น จนมีจำนวนมากกว่าจุลินทรีย์ที่ดีก็จะทำให้เกิดอาการท้องเสียขึ้นมาได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ การดื่มนมเปรี้ยวที่เกิดจาก&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOFFFb_ueI/AAAAAAAAAEg/isHGWNVR-5o/s1600-h/12421.jpg"&gt;&lt;/a&gt;กรรมวิธีการหมักจะเป็นนมเปรี้ยวที่มีทั้งกรดแลคติก และเชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่ในน้ำนมทุกครั้งที่เราทานนมเปรี้ยว เราไม่เพียงแต่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์เท่านั้น แต่เรายังได้รับจุลินทรีย์ที่ยังมีชิวิตจำนวนหนึ่งเข้าสู่ร่างกายด้วย จุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยปรับสภาพของลำไส้ให้กลับมาอยู่ในภาวะสมดุลอีกครั้งหนึ่ง และทำให้อาการท้องเสียนี้หายไปได้ และยังสามารถรักษาโรคท้องเดิน และแผลในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งจุลินทรีย์ที่มีชิวิตนี้ คือ ตัวการสำคัญที่ทำให้นมเปรี้ยวมีคุณค่าต่อร่างกายต่างจากนมเปรี้ยวเทียมที่เติมกรดให้มีเพียงแต่รสเปรี้ยวเท่านั้น&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold; COLOR: rgb(204,0,0)"&gt;ยกระดับภูมิคุ้มกันโรค&lt;/span&gt; จุลินทรีย์ในนมเปรี้ยวไม่เพียงป้องกันและรักษาโรคได้ด้วยฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้อเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สูงขึ้นด้วย และยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเชื้อแลคโตบาซิลัสจะช่วยควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ นอกจากนี้เชื้อแลคโตบาซิลัสยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ โดยเชื้อแลคโตบาซิลัสสามารถจับกับสารก่อมะเร็ง จับกับโลหะหนัก และกรดน้ำดีซึ่งมีพิษ ยับยั้งกลุ่มแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างสารไนเตรทได้ (สารไนเตรทเป็นสารก่อมะเร็งตัวหนึ่ง) ช่วยเปลี่ยนสารฟลาโวนอยด์จากพืชให้เป็นสารต้านมะเร็ง)&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOFSl3sVmI/AAAAAAAAAEo/DCOHoKypDAY/s1600-h/135360.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324245738931902050" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 270px; CURSOR: pointer; HEIGHT: 270px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOFSl3sVmI/AAAAAAAAAEo/DCOHoKypDAY/s320/135360.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold; COLOR: rgb(204,0,0)"&gt;ควบคุมจุลินทรีย์ในลำไส้และยับยั้งเชื้อโรคของอาหารเป็นพิษ&lt;/span&gt; ในนมเปรี้ยวมีการสะสมของสารเมตาบอไลท์ที่จุลินทรีย์ที่ผลิตกรดแลคติกขับออกมา สารเหล่านี้มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการในลำไส้ได้หลายชนิด เช่น Salmonella และ E. coli ทำให้พวกจุลินทรีย์เหล่านี้ไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายเราได้ ดังนั้น เราควรจะรับประทานนมเปรี้ยวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีกลุ่มจุลินทรีย์ที่ดีอาศัยอยู่ภายในลำไส้&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold; COLOR: rgb(204,0,0)"&gt;ช่วยให้ย่อยง่าย&lt;/span&gt; จุลินทรีย์ในนมเปรี้ยว จะสร้างเอ็นไซม์ที่สามารถย่อยอาหารได้มากกว่าปกติ เช่น เอ็นไซม์ย่อยโปรตีน (Protease) จะช่วยให้การย่อยเคซีนซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีอยู่มากในนม ช่วยให้มีการหลั่งน้ำลายและเอ็นไซม์ในกระเพาะอาหารและตับอ่อนมากขึ้น ช่วยให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ดีขึ้น จุลินทรีย์เหล่านี้ยังสร้างเอ็นไซม์ย่อยน้ำตาลแลคโตส (B-galactosidase) ซึ่งสามารถเปลี่ยนน้ำตาลแลคโตส ซึ่งคนเราทั่วๆ ไปจะขาดเอ็นไซม์นี้ หลังจากหย่านม ทำให้บางคนเมื่อทานนมแล้วจะมีอาการท้องเสีย เนื่องจากน้ำตาลแลคโตสไม่ถูกย่อย แต่จุลินทรีย์ที่เติมลงในนมเปรี้ยวนี้จะไปช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตส ทำให้ผู้บริโภคไม่เกิดอาการท้องเสีย นอกจากนี้จุลินทรีย์ที่สร้างกรดแลคติกนี้ยังช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็กได้ดีขึ้น&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold; COLOR: rgb(204,0,0)"&gt;เป็นแหล่งวิตามิน บี 1 และวิตามิน เค&lt;/span&gt; แบคทีเรียในนมเปรี้ยวยังสามารถสังเคราะห์วิตามิน บี 1 (ไรโบฟลาวิน) และวิตามิน เค ในลำไส้ ซึ่งเป็นวิตามินที่มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย ป้องกันโรคเหน็บชา และช่วยในการแข็งตัวของเลือด&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOFfhKnnkI/AAAAAAAAAEw/F-dizkNI7lU/s1600-h/yogert.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324245961007406658" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 303px; CURSOR: pointer; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOFfhKnnkI/AAAAAAAAAEw/F-dizkNI7lU/s320/yogert.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;&lt;span style="COLOR: rgb(204,0,0)"&gt;คำแนะนำในการบริโภคนมเปรี้ยว&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;การบริโภคนมเปรี้ยวจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่นมเปรี้ยวให้โทษได้เหมือนกัน ถ้าในกระบวนผลิตไม่ได้มาตรฐาน เกิดการปนเปื้อนจากเชื้อโรค และสารต่างๆ นอกจากนั้นการบริโภคให้หมดก่อนวันหมดอายุ หากเปิดภาชนะบรรจุแล้วบริโภคไม่หมดในวันเดียว ควรเก็บไว้ในตู้เย็น และปิดฝาให้มิดชิด การสังเกตลักษณะเป็นก้อนๆ ที่ก้นขวด หรือภาชนะบรรจุ ถ้าเป็นโยเกิร์ตจะต้องอยู่ในลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว กลิ่นและรส ไม่ผิดไปจากปกติ (ยกเว้นกลิ่นและรสที่ปรุงแต่งลงไป) บางคนทานนมเปรี้ยวเป็นอาหารหลัก เพื่อลดความอ้วน อาจได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน นอกจากนี้นมเปรี้ยวที่ผลิตจากนมสด และมีการปรุงแต่งด้วยน้ำตาล จะมีแคลอรี่สูงกว่านมสดรสธรรมชาติ คุณค่าทางโภชนาการของนมเปรี้ยว ขึ้นอยู่กับชนิดของนมที่นำมาใช้ และสารปรุงแต่งที่เติมลงไป ถ้าทำมาจากนมสดคุณค่าจะเท่ากับนมสด ถ้าทำมาจากหางนม ที่ได้สกัดไขมันออก จะมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยลงไป ไม่ควรรับประทานนมเปรี้ยวเป็นอาหารหลัก แต่ควรรับประทานเป็นอาหารเสริม เพื่อการมีสุขภาพที่ดีของตัวท่านจึงจะถูกต้องเหมาะสม&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOFsiuAAJI/AAAAAAAAAE4/I-g2ItdpEQ0/s1600-h/yogurt02.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5324246184762540178" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 300px; CURSOR: pointer; HEIGHT: 221px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeOFsiuAAJI/AAAAAAAAAE4/I-g2ItdpEQ0/s320/yogurt02.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://mysci-mybrain.blogspot.com/"&gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;กลับไปหน้าแรก&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-4618317343157273796?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/4618317343157273796/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_13.html#comment-form' title='6 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/4618317343157273796'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/4618317343157273796'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_13.html' title='นมเปรี้ยวกับประโยชน์ของจุลินทรีย์'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://i676.photobucket.com/albums/vv125/wrkn/blog/th_135367.gif' height='72' width='72'/><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-2868414461477336699</id><published>2009-04-11T19:22:00.000+07:00</published><updated>2009-04-17T23:46:40.570+07:00</updated><title type='text'>ไดโนเสาร์ บรรพบุรุษของนก จริงหรือ ???</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SedpPfw4_fI/AAAAAAAAAIo/Ir9UB8i1Gb0/s1600-h/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325340799334415858" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 245px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SedpPfw4_fI/AAAAAAAAAIo/Ir9UB8i1Gb0/s320/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ffcccc;"&gt;ไดโนเสาร์เป็นบรรพบุรุษของนกจริงหรือไม่?&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;ไดโนเสาร์ที่เราคุ้นเคยกันในหนังเรื่องจูราสสิคพาร์คนี่น่ะหรือคือ บรรพบุรุษของนกที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ฟังดูแล้วเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ สัตว์บกดึกดำบรรพ์ที่มีรูปร่างคล้ายสัตว์เลื้อยคลานเช่นนั้น จะพลิกผันมาเป็นบรรพบุรุษของนกหลายชนิดที่บินไปมาในท้องฟ้าได้อย่างไร ถ้าเรื่องนี้ไม่มีข้อพิสูจน์ก็ยากที่เห็นว่าเป็นจริงได้ทีเดียว!&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;“ถ้าอย่างนั้นไดโนเสาร์ที่ว่าสูญพันธุ์ไปแล้วแท้จริงมันไม่ได้สูญหายไปไหน หากแต่วิวัฒน์เป็นนกใช่หรือไม่?” หลายๆ คนคงตั้งคำถามนี้ไว้ในใจ ข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ของนักวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ อาทิ บรรพชีวินวิทยา ชีววิทยา ปักษีวิทยา ธรรมชาติวิทยา และโบราณวิทยาที่มีต่อการวิเคราะห์ฟอสซิลที่ขุดพบชวนให้น่าติดตาม เพื่อดูว่าบทสรุปสุดท้ายแท้จริงแล้ว... ไดโนเสาร์เป็นบรรพบุรุษของนกจริงหรือไม่?&lt;br /&gt;เดิมนักวิทยาศาสตร์จัดนกไว้ใน Phylum Chordata และอยู่ใน Class เดียวกับสัตว์เลื้อยคลาน เนื่องจากที่ขาและนิ้วเท้าของนกปกคลุมด้วยเกล็ดแข็งซึ่งมีลักษณะไม่แตกต่างไปจากสัตว์เลื้อยคลาน แต่ต่างกันที่นกนั้นมีขน (ขนในที่นี้หมายถึงขนที่มี ลักษณะเป็นขนนกนะ ไม่ใช่ขนเหมือนขนของสัตว์บก เช่น สุนัขหรือแมว) แล้วยังมีปีกและจะงอยปาก หรือโครงสร้างของกระดูกที่คล้ายคลึงแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวดังนั้น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จึงจัดนกไว้ใน Class Aves และจัดสัตว์เลื้อยคลานไว้ใน Class Reptilia&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325266510262975778" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 191px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeclrTaCPSI/AAAAAAAAAHQ/g17xx3fwuzQ/s320/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C2.gif" border="0" /&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;เมื่อกล่าวถึงวิวัฒนาการของไดโนเสาร์สู่นก ก็จำเป็นที่จะต้องพูด J.H. Osborn ซึ่งเป็นนักชีววิทยาคนแรกที่คิดว่าทายาทของไดโนเสาร์คือ นก Osborn ได้ความคิดนี้มาจากการศึกษาฟอสซิลของซากนกดึกดำบรรพ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ชื่อว่า Archaeopteryx ซึ่งถูกขุดพบที่เมือง Solnhofen ในแคว้น Bavaria ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนีเมื่อปี พ.ศ. 2404 Osborn พบว่ากระดูกของ Archaeopteryx ซึ่งเป็นสัตว์ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วง Jurassic Period เมื่อประมาณ 140-150 ล้านปีก่อน มีลักษณะคล้ายคลึงกับกระดูกของไดโนเสาร์มาก รูปร่างคล้ายนกกระปูด ขนาดประมาณอีกาตัวโต ขอบปีกมน หางค่อนข้างยาว มีขนปกคลุมลำตัว ขาและนิ้วเท้าเหมือนนก แต่ก็ยังมีลักษณะที่บ่งชัดว่าเหมือนกับสัตว์เลื้อยคลาน เช่น ลักษณะปาก มีฟันแหลมคม หางประกอบด้วยท่อนกระดูกหลายท่อนรวมทั้งกระดูกคอที่แตกต่างจากกระดูกคอของนก ที่ปลายปีกมีนิ้วเท้าข้างละ 3 นิ้ว Osborn จึงคิดว่า Archaeopteryx น่าจะมีวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์สายพันธุ์ Theropod โดยปีกวิวัฒนาการมาจากขาหน้าของไดโนเสาร์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;เริ่มเรื่องวิวัฒนาการจากไดโนเสาร์สู่นกด้วยการอ้างอิงถึงการขุดพบฟอสซิลของสัตว์ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในช่วง Triassic Period ประมาณ 225 ล้านปีก่อน นักวิทยาศาสตร์เรียกสัตว์ชนิดนี้ว่า Psudosuchian ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่เดินด้วยขาคู่หลัง มีลักษณะแตกต่างกันและแบ่งออกได้เป็นหลายชนิด แต่ในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะชนิดที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ ด้วยวิวัฒนาการที่ผ่านไปหลายร้อยล้านปีจึงทำให้รูปร่างของมันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้เหมาะกับการใช้ชีวิตบนต้นไม้ โดยการใช้ขาคู่หน้าซึ่งเล็กกว่าโหนหรือเหนี่ยวกิ่งไม้เพื่อจับแมลงหรือโยนตัวจากกิ่งหนึ่งไปยังอีกกิ่งหนึ่ง จึงทำให้ขาคู่หน้าของมันยาวขึ้นรวมทั้งเล็บที่ใหญ่และแข็งแรงขึ้น แต่ขากรรไกรกลับเล็กลงเพื่อให้มีน้ำหนักเบาและมีสมดุลต่อการบิน สมองเจริญดีขึ้น และยังสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายให้คงที่ได้แม้อุณหภูมิภายนอกจะเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้มันจึงสามารถจับแมลงที่เย็นจนแข็งและสามารถอาศัยอยู่บนต้นไม้ที่มีลมพัดแรงได้ ดังนั้น จากที่มันเคยมีเกล็ดปกคลุมร่างกาย จึงค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นขนนกเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย โดยขนที่ขาคู่หน้าและหางจะค่อนข้างยาวเพื่อช่วยในการทรงตัวบนต้นไม้ ร่อนจากกิ่งไม้ และกลายเป็นบินได้ในที่สุด วิวัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงนี้กินเวลาหลายร้อยล้านปี กว่าสัตว์เลื้อยคลานเดินดินจะกลายมาเป็นวิหคเหินเวหาในปัจจุบัน!&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ccffff;"&gt;วิวัฒนาการของไดโนเสาร์ที่มีลักษณะบ่งบอกถึงความคล้ายคลึงกับนก &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325269875932630706" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 114px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SecovNgNjrI/AAAAAAAAAII/kDQpcqpFPlw/s320/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C3.gif" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;จากบทความของ ดร.เยาวลักษณ์ ชัยมณี กรมทรัพยากรธรณี ที่ลงพิมพ์ในนิตยสารสารคดี เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2544 ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของไดโนเสาร์ที่มีลักษณะบ่งบอกถึงความคล้ายคลึงกับนก โดยอ้างอิงการค้นพบฟอสซิลของไดโนเสาร์กินเนื้อหลายชนิดของศาสตราจารย์ Ji แห่งสถาบันธรณีวิทยาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เมืองเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี พ.ศ. 2544 ไดโนเสาร์ดังกล่าวมีขนหรือโครงสร้างที่คล้ายขนห่อหุ้มลำตัว แต่ยังบินไม่ได้ในชั้นหินชุดยี่เซียนในช่วงตอนปลาย Jurassic Period อายุประมาณ 125-147 ล้านปีก่อน ชั้นหินชุดยี่เซียนนี้เกิดจากการทับถมของตะกอนในทะเลสาปสลับกับชั้นเถ้าถ่านของภูเขาไฟ ทำให้มีคุณสมบัติพิเศษคือมีเนื้อละเอียดทำให้ช่วยเก็บรักษาร่องรอยของเนื้อเยื่อที่อ่อนนุ่มของสัตว์ไว้ได้ จึงทำให้ฟอสซิลหลายชนิดทั้งสัตว์บก สัตว์ปีก และสัตว์น้ำที่พบในชั้นหินชุดนี้ยังคงมีสภาพสมบูรณ์ แม้แต่ลำไส้ของสัตว์ก็ยังสามารถถูกเก็บรักษาไว้ได้ด้วย ฉันว่านับเป็นเรื่องที่โชคดีมากๆ ที่นักวิทยาศาสตร์สามารถขุดพบฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตในชั้นหินชุดนี้ ฉันมั่นใจว่ามนุษย์ปัจจุบันอย่างพวกเราต้องได้ประโยชน์อะไรอีกมากมายจากร่องรอยของวิวัฒนาการในอดีตของสิ่งมีชีวิตต่อโลกใบนี้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325269587413148002" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 300px; CURSOR: hand; HEIGHT: 288px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SecoearzoWI/AAAAAAAAAIA/lxrOlBqkogs/s320/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C4.gif" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;จากฟอสซิลที่ขุดพบบ่งบอกว่าเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่มีสิ่งที่ “คล้ายขน” ปกคลุมร่างกาย ที่เรียกเช่นนี้เพราะลักษณะยังไม่ใช่ขนแท้จริง เพียงแต่เป็นลักษณะที่เรียกว่า “ก่อนขนนก (proto-feather)” คือเป็นเส้ประสานกันเหมือนร่างแหบริเวณส่วนหัว คอ หลัง และหาง นับเป็นไดโนเสาร์ชนิดแรกที่มีขน นักวิทยาศาสตร์ได้ให้ชื่อไดโนเสาร์ชนิดนี้ว่า Sinosauropteryx และในหินชุดเดียวกันนี้ยังพบฟอสซิลไดโนเสาร์อีก 2 ชนิดคือ Caudipteryx และ Protoarchaeopteryx อยู่ในกลุ่มโดรมีโอซอร์ ซึ่งมีขนห่อหุ้มลำตัวที่มีลักษณะเหมือนขนนก โดย Caudipteryx มีขนเล็กๆ อยู่บริเวณนิ้วมือและขนพู่คล้ายพัดบริเวณปลายหาง ส่วนProtoarchaeopteryx มีลักษณะขนที่พัฒนาเหมือนขนนกมากขึ้นในตำแหน่งเดียวกับ Caudipteryx นอกจากนี้ ยังขุดพบฟอสซิล Sinornithosaurus ซึ่งเป็นไดโนเสารใ์นกลุ่มโดรมีโีอซอร์ อีกเช่นกัน ลักษณะที่พบคือมีขนกระจายตามลำตัว ลักษณะทั้งหมดที่กล่าวมาแสดงถึงความสัมพันธ์อย่างแน่ชัดของวิวัฒนาการจากไดโนเสาร์ที่มีขนแต่ยังบินไม่ได้ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของนก จึงสามารถพูดได้ว่า “ขนนก” มีมาก่อน “กำเนิดนก” โดยในระยะแรกขนนกอาจพัฒนาขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่เพื่อการบิน เช่น เพื่อให้ความอบอุ่นร่างกาย เพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม เพื่อท้าทายคู่ต่อสู้ หรือเพื่อป้องกันการโจมตีของศัตรู&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325268787560144530" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 182px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Secnv2__XpI/AAAAAAAAAH4/UJRgvHuWDuU/s320/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C5.gif" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;ตัวอย่างของไดโนเสาร์ที่มีลักษณะคล้ายนกไม่ใช่มีเท่าที่กล่าวมานี้เท่านั้น ยังมีการขุดพบไดโนเสาร์อีกหลายสายพันธุ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายนกเช่นกัน ยกตัวอย่างที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางสรีระของไดโนเสาร์ที่คล้ายนกอีกสักตัวอย่างหนึ่งนะ คือ เมื่อปี พ.ศ. 2548 สองปีที่ผ่านมานี่เอง ซิงซี๋ว์ ซึ่งเป็นนักบรรพชีวินวิทยาจากบัณฑิตยสถานด้านวิทยาศาสตร์ในปักกิ่งได้ขุดพบฟอสซิลไดโนเสาร์กินเนื้อตระกูล Oviraptorosauria ในแอ่งเอ้อเหลียนในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน (ซึ่งเป็นบริเวณที่อุดมไปด้วยฟอสซิล)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325268585725579106" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 218px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SecnkHG4T2I/AAAAAAAAAHw/ems6HzS_evM/s320/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C6.gif" border="0" /&gt; &lt;span style="color:#33ccff;"&gt;นับเป็นไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ Gigantoraptor erlianensis มีลักษณะคล้ายนกขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา ตายเมื่ออายุ 11 ปี โดยดูจากวงปีของกระดูกขา มีอายุอยู่ในช่วงปลาย Cretaceous Period ประมาณ 65-100 ล้านปีก่อน ลักษณะที่พบ คือมีจะงอยปาก มีฟันและมีขนกระจายทั่วตัว หนัก 1,400 กิโลกรัม สูง 5 เมตร มีขนาดใกล้เคียงกับ Tyrannosaurus และหนักกว่าไดโนเสาร์ชนิดคล้ายคลึงกันถึง 35 เท่า ฉันว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นนะที่มนุษย์ในปัจจุบันอย่างพวกเราได้ขุดพบฟอสซิล ของสัตว์ดึกดำบรรพ์ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของวิวัฒนาการไดโนเสาร์สู่นก จึงทำให้พวกเราได้มีโอกาสศึกษาและทราบถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสัตว์ดึกดำบรรพ์เหล่านั้น ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่บนดินแต่ในที่สุดกลับไปใช้ชีวิตอยู่บนท้องฟ้า!&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;ข้างต้นได้กล่าวไปแล้วถึงลักษณะของไดโนเสาร์ที่คล้ายนก คราวนี้จะกล่าวถึงนกที่มีลักษณะคล้ายไดโนเสาร์บ้าง เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นถึงลักษณะร่วมของสัตว์ทั้งสองประเภท นกตัวที่ว่านี้โบราณกว่านกที่ชื่อ Archaeopteryx lithographica นกตัวนี้มีชื่อว่า Protoavis texensis เคยมีชีวิตในตอนปลายของ Triassic Period ประมาณ 225-210 ล้านปีก่อน ขุดพบที่รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ตัวยาวประมาณ 35 เซนติเมตร มีฟันแหลมคม มีขนปกคลุมลำตัว คาดว่าเป็นสัตว์หากินกลางคืน (Paul, 2002; Witmer, 2002) ตาโตคล้ายตาของนกฮูกและอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าของกะโหลกที่มีขนาดเล็กแต่เรียวยาวและแข็งแรง คอมีลักษณะเป็นรูปตัว S มีนิ้วที่ปลายปีกข้างละ 3 นิ้ว และเมื่อพิจารณาโครงสร้างของเล็บแล้วทำให้ทราบว่ามันสามารถปีนต้นไม้ได้ นับว่า Protoavis texensis เป็นฟอสซิลของนกดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา (Chatterjee, 1999)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325268410544791090" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 291px; CURSOR: hand; HEIGHT: 170px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SecnZ6ghnjI/AAAAAAAAAHo/5NUIhqnwryo/s320/77644.jpg" border="0" /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325268102109598338" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 187px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SecnH9f2EoI/AAAAAAAAAHg/joKwSM9Zxb8/s320/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C7.gif" border="0" /&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;ย้อนกลับไปถึง Archaeopteryx นกดึกดำบรรพ์ที่มีลักษณะร่วมระหว่างไดโนเสาร์กับนกซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี Dr. Angella Milner ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์โบราณชาวอังกฤษ แห่งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ร่วมกับคณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส วิทยาเขตออสติน ได้ทำการวิเคราะห์ลักษณะสมองของสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดนี้ด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อพิสูจน์ว่ามันสามารถบินได้จริงหรือไม่ โดยการตัดส่วนโพรงสมองยาวประมาณ 2 เซนติเมตรออกจากฟอสซิลที่ค้นพบในประเทศเยอรมนี แล้วใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพจำลองสมองแบบสามมิติ และพบว่ารูปทรงของสมองและความสามารถในการรับประสาทสัมผัสรวมทั้งหูส่วนในที่เชื่อมต่อกันอย่างสมดุล ล้วนมีลักษณะใกล้เคียงกับสมองของสัตว์ที่พัฒนาเป็นนกอย่างเต็มที่ Dr. Milner จึงสรุปแน่ชัดว่า Archaeopteryx นกดึกดำบรรพ์ ที่พัฒนามาจากไดโนเสาร์นี้สามารถบินได้จริง &lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325267892084691138" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 173px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/Secm7vGAUMI/AAAAAAAAAHY/Iu4sHujgxyM/s320/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C8.gif" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ffffcc;"&gt;ไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลือดอุ่นหรือเลือดเย็น? &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ และเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจจึงขอหยิบขึ้นมากล่าวถึงด้วยคือ ไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลือดอุ่นหรือเลือดเย็น? จากการที่ไดโนเสาร์สามารถอพยพไปในที่ต่างๆ ที่มีภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมแตกต่างกันและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นสัตว์เลือดอุ่น เพราะการอพยพต้องใช้พลังงานสูงซึ่งจะกระทำได้ดีเฉพาะสัตว์เลือดอุ่นเท่านั้น ซึ่งข้อสันนิษฐานที่ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันคือ ไดโนเสาร์ไม่ได้เป็นสัตว์เลือดเย็นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นสัตว์เลือดเย็นที่เตรียมจะวิวัฒนาการเป็นสัตว์เลือดอุ่นจึงทำให้มันสามารถปรับตัวได้ในทุกสภาวะ นั่นสินะ...ไม่อย่างนั้น มันคงไม่สามารถปรับตัวให้คงทนต่อสภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ถึง 150 ล้านปี!&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;ข้อความข้างล่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์ที่มีต่อวิวัฒนาการของไดโนเสาร์สู่นก ได้หยิบยกมาให้อ่านกัน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;"โดย Alan Feduccia นักชีววิทยาชาวอเมริกันภาควิชาชีววิทยา, North Carolina University, สหรัฐอเมริกา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;: กระดูกเพดานปากยาวขึ้น: กระดูกสะโพก 3 ส่วนเชื่อมกัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;: ข้อต่อระหว่างหัวไหล่และแขนชี้ไปด้านหลัง: หัวไหล่ยาวขึ้นประมาณ 1 ใน 3 ของความยาวกระดูกแขนท่อนบน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;: ข้อต่อกระดูกนิ้วชี้มี 2-3 ท่อน: เบ้าสะโพกของท่อนขาส่วนบนมีขนาดใหญ่&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;: กระดูกท่อนขาล่างมีขนาดแตกต่างกัน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และจากการที่ได้ค้นคว้าข้อมูลของไดโนเสาร์กลายเป็นนกจากตำราวิชาการและหนังสือที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้ทราบว่ามีไดโนเสาร์หลายสายพันธุ์ที่มีลักษณะคล้ายนกและมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นนก เช่น Velociraptor mongoliensis, Compsognathus longipes, Chonchraptor gravilis, Archaeornithomimus asiaticus, Troodon formosus เป็นต้น จึงได้ลองนำลักษณะบางส่วนทั้งทางกายภาพและโครงสร้างของสัตว์ทั้งสองประเภทนี้มาเปรียบเทียบดู ปรากฏว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด คือ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;-ลำตัวพัฒนาจากเกล็ดเป็นขนนกโดยเริ่มจากลักษณะขนที่เป็นร่างแหกลายเป็นเหมือนขนนกปัจจุบันปากพัฒนาเป็นจะงอยโดยเริ่มจากมีฟันแหลมคมกลายเป็นไม่มีฟัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;-ภายในกะโหลกพัฒนาจากทึบกลายเป็นมีโพรง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;-ลักษณะหัวกะโหลกพัฒนาจากแบนกลายเป็นโหนก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;-โครงกระดูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงและจากตันเป็นกลวงเพื่อให้มีน้ำหนักเบา ลำตัวเล็กลงและเพรียวขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;-กระดูกสะโพกทั้ง 3 ส่วนพัฒนาเชื่อมติดกันและชี้ไปด้านหลังเหมือนสะโพกนก&lt;br /&gt;-กระดูกส่วนอกพัฒนาเชื่อมติดกันและมีสันสูงตรงกลาง&lt;br /&gt;-ขาหน้าพัฒนายืดออกกลายเป็นปีกเพื่อร่อนระหว่างกิ่งไม้จนสามารถบินได้&lt;br /&gt;-นิ้วเท้าที่แผ่พัฒนางองุ้มเหมือนเท้านกและเล็บมีความแหลมคมเหมาะกับการเกาะกิ่งไม้&lt;br /&gt;-นิ้วเท้ามี 3 นิ้วเช่นกัน และนิ้วเท้าที่ปลายปีกพัฒนาหดหายไป&lt;br /&gt;-นกยุคแรกจะยังบินไม่คล่องแคล่วและกินเนื้อเป็นอาหาร ต่อมาการบินพัฒนามากขึ้นและเริ่มกินเมล็ดพืช&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;นอกจากนี้ ยังมีภาพการเปลี่ยนแปลงของลักษณะโครงสร้าง เช่น ขาหน้าไปสู่ปีก สะโพก กระดูก อก และนิ้วของสัตว์ทั้งสองประเภทมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพของวิวัฒนาการจากไดโนเสาร์ไปเป็นนกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325339664915266418" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 275px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SedoNduSe3I/AAAAAAAAAIY/cFiMf7d5lp0/s320/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C9.gif" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;วิวัฒนาการของไดโนเสาร์สู่นกเป็นตัวอย่างหนึ่งของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต แม้ทุกสภาพชีวิตจะมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของยีนส์อยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่หากสภาพแวดล้อม เช่น ภูมิอากาศ อาหาร พื้นที่ที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่นั้นมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งมีชีวิตก็จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ก็ยิ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ไดโนเสาร์ปรับตัวให้มีขนและบินได้เพื่อจับแมลงเป็นอาหารอาจเนื่องจากอาหารเดิมของมันหมดไป และเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย แล้วมนุษย์ล่ะ...หากอาหารของมนุษย์ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ไก่ หมู เหล่านี้หมดไป ผนวกกับการดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป (ก็มนุษย์เองนั่นแหละที่เป็นผู้ทำให้มันเป็นไป)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325340225243154786" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 302px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SedouFG3iWI/AAAAAAAAAIg/Asaa1gD19pE/s320/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C10.gif" border="0" /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;มนุษย์อาจต้องปรับตัวโดยการหันมากินอาหารหรือดำรงชีวิตในลักษณะที่ต่างไปจากเดิม แล้วมนุษย์จะมีสภาพร่างกายที่แตกต่างไปจากที่เป็นอยู่แค่ไหน... ใครจะรู้!&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-2868414461477336699?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/2868414461477336699/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_8533.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/2868414461477336699'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/2868414461477336699'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_8533.html' title='ไดโนเสาร์ บรรพบุรุษของนก จริงหรือ ???'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SedpPfw4_fI/AAAAAAAAAIo/Ir9UB8i1Gb0/s72-c/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C.gif' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1968893999622560263.post-3691416830839414060</id><published>2009-04-11T18:12:00.000+07:00</published><updated>2009-08-01T00:45:57.204+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชีววิทยาทางการแพทย์'/><title type='text'>การเพาะเลี้ยงเซลล์ไขกระดูก</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325247533405764706" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SecUatGs_GI/AAAAAAAAAGo/C-m1tE-las8/s320/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%81.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;การเพาะเลี้ยงเซลล์มนุษย์ในห้องแล็ปนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะทำให้เซลล์เหล่านั้นเติบโตมาเป็นอะไรสักอย่างที่อยู่ในร่างกายเรานั้นเป็นอะไรที่ยากกว่ามาก สำหรับ“วิศวกรเนื้อเยื่อ” การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเซลล์มนุษย์ให้เป็นเซลล์ผิวหนังหรือเซลล์กระเพาะปัสสาวะนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อเร็วๆนี้พวกเขาก็เพิ่งจะเพาะเลี้ยงเนื่อเยื่อหลอดลมสำหรับเปลี่ยนให้กับคนไข้ที่เกิดการบล็อกของหลอดลม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#99ff99;"&gt;อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอวัยวะอีกหลายอย่างที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่า ไขกระดูกก็เป็นหนึ่งในเซลล์ที่วิศวกรเหล่านี้ยังคงเอาชนะไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ffccff;"&gt;ดูเผินๆแล้ว ไขกระดูก เนื่อเยื่อนุ่มๆด้านในของกระดูกนั้นดูไม่น่าจะเป็นเซลล์ที่มีความยุ่งยากซับซ้อนในแง่ของโครงสร้าง แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่เป็นอย่างนั้น อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่มีผลต่อความซับซ้อนในการปลูกถ่ายไขกระดูก เมื่อใดที่มีการเคลื่อนย้ายเซลล์ไขกระดูกจากกระดูกหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เซลล์จะสามารถปรับสภาพได้อย่างรวดเร็ว แต่ความซับซ้อนในโครงสร้างของเซลล์ไขกระดูก ทำให้มันยากมากที่จะทำการวิจัยเกี่ยวกับมัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325258102295392434" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 286px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SeceB5SWcLI/AAAAAAAAAHA/GvLzATJoLng/s320/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%814.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cccccc;"&gt;ไขกระดูกมีหน้าที่สำคัญมากในแง่ของระบบภูมิคุ้มกันและการสร้างเซลล์ใหม่ Stem Cells ที่ได้จากไขกระดูกสามารถผลิตเม็ดเลือดที่มาสารป้องกันการติดเชื้อและยังช่วยในการซ่อมแซมอวัยวะที่สึกหรออีกด้วย แต่ว่ายารักษาโรคมะเร็งและยาบ้องกันไวรัสบางชนิดจะเป็นพิษต่อไขกระดูก ดังนั้นผู้ป่วยที่ใช้ยาดังกล่าวจะมีโอกาสติดเชื้ออื่นๆได้ง่ายขึ้นรวมทั้งจะอายุมากก่อนวัยด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#00cccc;"&gt;ได้มีการทำการทดลองเกี่ยวกับความเป็นพิษของยาบางชนิดกับไขกระดูกในหนูทดลองแต่ไม่ประสบความสำเร็จ Nicholas Kotov ศาตราจารย์มหาวิทยาลัยมิชิแกน ศูนย์ Ann Arbor และทีมจึงพยายามที่จะเพาะเลี้ยงเซลล์ไขกระดูกของมนุษย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325257165307678594" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 288px; CURSOR: hand; HEIGHT: 236px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SecdLWvEj4I/AAAAAAAAAG4/wdspZkD5QT4/s320/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%813.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;เมื่อศาสตราจารย์ Kotov และทีมเริ่มต้นทำงานวิจัยชิ้นนี้ครั้งแรก พวกเขาทราบว่าเซลล์ไขกระดูกจะเติบโตตามธรรมชาติได้ในรูพรุนภายในกระดูก ภายในรูพรุนเหล่านี้จะเต็มไปด้วยเนื้อเยื่อข้อต่อ เซลล์กระดูกและ เซลล์ไขมัน ซึ่งทำหน้าที่ช่วยเหลือการเจริญเติบโตของ stem cells นอกจากนี้พวกเขายังทราบอีกว่า เซลล์เหล่านี่ยังมีการส่งสัญญาณเคมีถึงกันและกันและยังส่งให้กับ stem cell ที่เข้ามาสัมผัส ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยจึงคาดว่าด้วยความสัมพันธ์ลักษณะนี้ ความพยายามการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไขกระดูกในจานเพาะเลี้ยงเชื้อที่ใช้กันทั่วไปซึ่งมีลักษณะเป็นสองมิติจึงไม่ประสบความสำเร็จเพราะไขกระดูกจะเจริญเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมสามมิติเช่นเดียวกับโครงสร้างภายในกระดูกนั่นเองเพื่อที่จะตรวจสอบข้อสันนิษฐานนี้ ศาสตราจารย์ Kotov และทีมได้พยายามเลียนแบบโครงสร้างด้านในของกระดูกโดยใช้วัสดุที่เรียกว่า hydromel ซึ่งมีองค์ประกอบใกล้เคียงกับคอนแทคเลนส์ชนิดบาง โดยการจะทำให้เกิดรูพรุนได้นั้น จะต้องมีการเพิ่มอนุภาคกลมๆของ polystyrene ขนาด 50-300 ไมครอน ลงในhydromel ในรูปของเหลว เมื่อ hydromel แข็งตัว อนุภาคของ polystyrene จะถูกละลายออกโดยใช้สารละลาย tetrahydrofurane ทำให้เกิดรูพรุนภายใน ขนาดของรูพรุนที่ได้จากวิธีนี้ใกล้เคียงกับกระดูกธรรมชาติมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;เพื่อให้วัสดุนี้มีความใกล้เคียงมากขึ้นไปอีก ทีมวิจัยได้ชุบผิวด้านในของรูพรุนเหล่านี้ด้วยวัสดุที่คล้ายกับด้านในของเปลือกหอยมุก เนื่องจากเซลล์ไขกระดูกไม่ชอบที่จะเกาะกับวัสดุที่มีรูพรุนอย่าง hydromels การเคลือบครั้งนี้ทำให้ทีมได้วัสดุที่แข็งเท่าๆกับกระดูกแต่ก็สามารถที่จะหลอกให้เซลล์ไขกระดูกเกาะเพื่อที่จะเพิ่มจำนวนเซลล์ได้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;เมื่อโครงสร้างกระดูกจำลองประสบความสำเร็จ ทีมวิจัยได้นำเซลล์ไขกระดูกจากผู้บริจาคเริ่มเพาะเลี้ยงภายในโครงสร้างนี้ ทีมได้กล่าวในวารสารวิชาการ Biomaterials ว่าเซลล์ที่ถูกปลูกถ่ายนั้น เจริญเติบโตได้เหมือนกับอยู่ในไขกระดูกจริงๆ เซลล์เหล่านั้นเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างปกติ นอกจากนี้ ทีมยังได้นำไวรัสไข้หวัดใหญ่เข้าไปในเซลล์ใหม่เหล่านี้ เซลล์เหล่านี้สามารถผลิตสารต่อต้านไวรัสได้เหมือนกับเซลล์ไขกระดูกในร่างกายจริง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5325248189271538466" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SecVA4ZSeyI/AAAAAAAAAGw/GaHqa7gZDwg/s320/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%812.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ffffcc;"&gt;ถึงตอนนี้ แม้ว่าทางทีมจะยังไม่ได้ทำการทดลองกับยาต่อต้านมะเร็งหรือยาต่อต้านไวรัสว่ามันจะมีผลกับไขกระดูกหรือไม่ การทดลองนี้ก็คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ การค้นพบวัสดุนี้ได้เปิดประตูให้นักวิจัยสามารถศึกษาการตอบสนองของเซลล์ไขกระดูกต่อเชื้อโรคอีกหลายประเภทได้อีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;อ้างอิง:"Bone in a Bottle." The Economist 5 Mar. 2009. The Economist. 5 Mar. 2009. 6 Apr. 2009 &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.economist.com/science/tq/displaystory.cfm?story_id=13174518"&gt;http://www.economist.com/science/tq/displaystory.cfm?story_id=13174518&lt;/a&gt;. &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://www.blogger.com/"&gt;กลับไปหน้าแรก&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1968893999622560263-3691416830839414060?l=mysci-mybrain.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/feeds/3691416830839414060/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_7828.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/3691416830839414060'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1968893999622560263/posts/default/3691416830839414060'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mysci-mybrain.blogspot.com/2009/04/blog-post_7828.html' title='การเพาะเลี้ยงเซลล์ไขกระดูก'/><author><name>Warangkana</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02345707825420265342</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='25' src='http://1.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/S_aXB3e5c-I/AAAAAAAABmQ/tu1VY6PV0Tg/S220/00du0520tFi.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_bIts-ph0hrM/SecUatGs_GI/AAAAAAAAAGo/C-m1tE-las8/s72-c/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%81.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
