
ไดโนเสาร์เป็นบรรพบุรุษของนกจริงหรือไม่?
ไดโนเสาร์ที่เราคุ้นเคยกันในหนังเรื่องจูราสสิคพาร์คนี่น่ะหรือคือ บรรพบุรุษของนกที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ฟังดูแล้วเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ สัตว์บกดึกดำบรรพ์ที่มีรูปร่างคล้ายสัตว์เลื้อยคลานเช่นนั้น จะพลิกผันมาเป็นบรรพบุรุษของนกหลายชนิดที่บินไปมาในท้องฟ้าได้อย่างไร ถ้าเรื่องนี้ไม่มีข้อพิสูจน์ก็ยากที่เห็นว่าเป็นจริงได้ทีเดียว!
“ถ้าอย่างนั้นไดโนเสาร์ที่ว่าสูญพันธุ์ไปแล้วแท้จริงมันไม่ได้สูญหายไปไหน หากแต่วิวัฒน์เป็นนกใช่หรือไม่?” หลายๆ คนคงตั้งคำถามนี้ไว้ในใจ ข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ของนักวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ อาทิ บรรพชีวินวิทยา ชีววิทยา ปักษีวิทยา ธรรมชาติวิทยา และโบราณวิทยาที่มีต่อการวิเคราะห์ฟอสซิลที่ขุดพบชวนให้น่าติดตาม เพื่อดูว่าบทสรุปสุดท้ายแท้จริงแล้ว... ไดโนเสาร์เป็นบรรพบุรุษของนกจริงหรือไม่?
เดิมนักวิทยาศาสตร์จัดนกไว้ใน Phylum Chordata และอยู่ใน Class เดียวกับสัตว์เลื้อยคลาน เนื่องจากที่ขาและนิ้วเท้าของนกปกคลุมด้วยเกล็ดแข็งซึ่งมีลักษณะไม่แตกต่างไปจากสัตว์เลื้อยคลาน แต่ต่างกันที่นกนั้นมีขน (ขนในที่นี้หมายถึงขนที่มี ลักษณะเป็นขนนกนะ ไม่ใช่ขนเหมือนขนของสัตว์บก เช่น สุนัขหรือแมว) แล้วยังมีปีกและจะงอยปาก หรือโครงสร้างของกระดูกที่คล้ายคลึงแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวดังนั้น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จึงจัดนกไว้ใน Class Aves และจัดสัตว์เลื้อยคลานไว้ใน Class Reptilia
เดิมนักวิทยาศาสตร์จัดนกไว้ใน Phylum Chordata และอยู่ใน Class เดียวกับสัตว์เลื้อยคลาน เนื่องจากที่ขาและนิ้วเท้าของนกปกคลุมด้วยเกล็ดแข็งซึ่งมีลักษณะไม่แตกต่างไปจากสัตว์เลื้อยคลาน แต่ต่างกันที่นกนั้นมีขน (ขนในที่นี้หมายถึงขนที่มี ลักษณะเป็นขนนกนะ ไม่ใช่ขนเหมือนขนของสัตว์บก เช่น สุนัขหรือแมว) แล้วยังมีปีกและจะงอยปาก หรือโครงสร้างของกระดูกที่คล้ายคลึงแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวดังนั้น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จึงจัดนกไว้ใน Class Aves และจัดสัตว์เลื้อยคลานไว้ใน Class Reptilia
เมื่อกล่าวถึงวิวัฒนาการของไดโนเสาร์สู่นก ก็จำเป็นที่จะต้องพูด J.H. Osborn ซึ่งเป็นนักชีววิทยาคนแรกที่คิดว่าทายาทของไดโนเสาร์คือ นก Osborn ได้ความคิดนี้มาจากการศึกษาฟอสซิลของซากนกดึกดำบรรพ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ชื่อว่า Archaeopteryx ซึ่งถูกขุดพบที่เมือง Solnhofen ในแคว้น Bavaria ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนีเมื่อปี พ.ศ. 2404 Osborn พบว่ากระดูกของ Archaeopteryx ซึ่งเป็นสัตว์ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วง Jurassic Period เมื่อประมาณ 140-150 ล้านปีก่อน มีลักษณะคล้ายคลึงกับกระดูกของไดโนเสาร์มาก รูปร่างคล้ายนกกระปูด ขนาดประมาณอีกาตัวโต ขอบปีกมน หางค่อนข้างยาว มีขนปกคลุมลำตัว ขาและนิ้วเท้าเหมือนนก แต่ก็ยังมีลักษณะที่บ่งชัดว่าเหมือนกับสัตว์เลื้อยคลาน เช่น ลักษณะปาก มีฟันแหลมคม หางประกอบด้วยท่อนกระดูกหลายท่อนรวมทั้งกระดูกคอที่แตกต่างจากกระดูกคอของนก ที่ปลายปีกมีนิ้วเท้าข้างละ 3 นิ้ว Osborn จึงคิดว่า Archaeopteryx น่าจะมีวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์สายพันธุ์ Theropod โดยปีกวิวัฒนาการมาจากขาหน้าของไดโนเสาร์เริ่มเรื่องวิวัฒนาการจากไดโนเสาร์สู่นกด้วยการอ้างอิงถึงการขุดพบฟอสซิลของสัตว์ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในช่วง Triassic Period ประมาณ 225 ล้านปีก่อน นักวิทยาศาสตร์เรียกสัตว์ชนิดนี้ว่า Psudosuchian ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่เดินด้วยขาคู่หลัง มีลักษณะแตกต่างกันและแบ่งออกได้เป็นหลายชนิด แต่ในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะชนิดที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ ด้วยวิวัฒนาการที่ผ่านไปหลายร้อยล้านปีจึงทำให้รูปร่างของมันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้เหมาะกับการใช้ชีวิตบนต้นไม้ โดยการใช้ขาคู่หน้าซึ่งเล็กกว่าโหนหรือเหนี่ยวกิ่งไม้เพื่อจับแมลงหรือโยนตัวจากกิ่งหนึ่งไปยังอีกกิ่งหนึ่ง จึงทำให้ขาคู่หน้าของมันยาวขึ้นรวมทั้งเล็บที่ใหญ่และแข็งแรงขึ้น แต่ขากรรไกรกลับเล็กลงเพื่อให้มีน้ำหนักเบาและมีสมดุลต่อการบิน สมองเจริญดีขึ้น และยังสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายให้คงที่ได้แม้อุณหภูมิภายนอกจะเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้มันจึงสามารถจับแมลงที่เย็นจนแข็งและสามารถอาศัยอยู่บนต้นไม้ที่มีลมพัดแรงได้ ดังนั้น จากที่มันเคยมีเกล็ดปกคลุมร่างกาย จึงค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นขนนกเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย โดยขนที่ขาคู่หน้าและหางจะค่อนข้างยาวเพื่อช่วยในการทรงตัวบนต้นไม้ ร่อนจากกิ่งไม้ และกลายเป็นบินได้ในที่สุด วิวัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงนี้กินเวลาหลายร้อยล้านปี กว่าสัตว์เลื้อยคลานเดินดินจะกลายมาเป็นวิหคเหินเวหาในปัจจุบัน!
วิวัฒนาการของไดโนเสาร์ที่มีลักษณะบ่งบอกถึงความคล้ายคลึงกับนก

จากบทความของ ดร.เยาวลักษณ์ ชัยมณี กรมทรัพยากรธรณี ที่ลงพิมพ์ในนิตยสารสารคดี เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2544 ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของไดโนเสาร์ที่มีลักษณะบ่งบอกถึงความคล้ายคลึงกับนก โดยอ้างอิงการค้นพบฟอสซิลของไดโนเสาร์กินเนื้อหลายชนิดของศาสตราจารย์ Ji แห่งสถาบันธรณีวิทยาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เมืองเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี พ.ศ. 2544 ไดโนเสาร์ดังกล่าวมีขนหรือโครงสร้างที่คล้ายขนห่อหุ้มลำตัว แต่ยังบินไม่ได้ในชั้นหินชุดยี่เซียนในช่วงตอนปลาย Jurassic Period อายุประมาณ 125-147 ล้านปีก่อน ชั้นหินชุดยี่เซียนนี้เกิดจากการทับถมของตะกอนในทะเลสาปสลับกับชั้นเถ้าถ่านของภูเขาไฟ ทำให้มีคุณสมบัติพิเศษคือมีเนื้อละเอียดทำให้ช่วยเก็บรักษาร่องรอยของเนื้อเยื่อที่อ่อนนุ่มของสัตว์ไว้ได้ จึงทำให้ฟอสซิลหลายชนิดทั้งสัตว์บก สัตว์ปีก และสัตว์น้ำที่พบในชั้นหินชุดนี้ยังคงมีสภาพสมบูรณ์ แม้แต่ลำไส้ของสัตว์ก็ยังสามารถถูกเก็บรักษาไว้ได้ด้วย ฉันว่านับเป็นเรื่องที่โชคดีมากๆ ที่นักวิทยาศาสตร์สามารถขุดพบฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตในชั้นหินชุดนี้ ฉันมั่นใจว่ามนุษย์ปัจจุบันอย่างพวกเราต้องได้ประโยชน์อะไรอีกมากมายจากร่องรอยของวิวัฒนาการในอดีตของสิ่งมีชีวิตต่อโลกใบนี้

จากฟอสซิลที่ขุดพบบ่งบอกว่าเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่มีสิ่งที่ “คล้ายขน” ปกคลุมร่างกาย ที่เรียกเช่นนี้เพราะลักษณะยังไม่ใช่ขนแท้จริง เพียงแต่เป็นลักษณะที่เรียกว่า “ก่อนขนนก (proto-feather)” คือเป็นเส้ประสานกันเหมือนร่างแหบริเวณส่วนหัว คอ หลัง และหาง นับเป็นไดโนเสาร์ชนิดแรกที่มีขน นักวิทยาศาสตร์ได้ให้ชื่อไดโนเสาร์ชนิดนี้ว่า Sinosauropteryx และในหินชุดเดียวกันนี้ยังพบฟอสซิลไดโนเสาร์อีก 2 ชนิดคือ Caudipteryx และ Protoarchaeopteryx อยู่ในกลุ่มโดรมีโอซอร์ ซึ่งมีขนห่อหุ้มลำตัวที่มีลักษณะเหมือนขนนก โดย Caudipteryx มีขนเล็กๆ อยู่บริเวณนิ้วมือและขนพู่คล้ายพัดบริเวณปลายหาง ส่วนProtoarchaeopteryx มีลักษณะขนที่พัฒนาเหมือนขนนกมากขึ้นในตำแหน่งเดียวกับ Caudipteryx นอกจากนี้ ยังขุดพบฟอสซิล Sinornithosaurus ซึ่งเป็นไดโนเสารใ์นกลุ่มโดรมีโีอซอร์ อีกเช่นกัน ลักษณะที่พบคือมีขนกระจายตามลำตัว ลักษณะทั้งหมดที่กล่าวมาแสดงถึงความสัมพันธ์อย่างแน่ชัดของวิวัฒนาการจากไดโนเสาร์ที่มีขนแต่ยังบินไม่ได้ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของนก จึงสามารถพูดได้ว่า “ขนนก” มีมาก่อน “กำเนิดนก” โดยในระยะแรกขนนกอาจพัฒนาขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่เพื่อการบิน เช่น เพื่อให้ความอบอุ่นร่างกาย เพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม เพื่อท้าทายคู่ต่อสู้ หรือเพื่อป้องกันการโจมตีของศัตรู

ตัวอย่างของไดโนเสาร์ที่มีลักษณะคล้ายนกไม่ใช่มีเท่าที่กล่าวมานี้เท่านั้น ยังมีการขุดพบไดโนเสาร์อีกหลายสายพันธุ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายนกเช่นกัน ยกตัวอย่างที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางสรีระของไดโนเสาร์ที่คล้ายนกอีกสักตัวอย่างหนึ่งนะ คือ เมื่อปี พ.ศ. 2548 สองปีที่ผ่านมานี่เอง ซิงซี๋ว์ ซึ่งเป็นนักบรรพชีวินวิทยาจากบัณฑิตยสถานด้านวิทยาศาสตร์ในปักกิ่งได้ขุดพบฟอสซิลไดโนเสาร์กินเนื้อตระกูล Oviraptorosauria ในแอ่งเอ้อเหลียนในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน (ซึ่งเป็นบริเวณที่อุดมไปด้วยฟอสซิล)
นับเป็นไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ Gigantoraptor erlianensis มีลักษณะคล้ายนกขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา ตายเมื่ออายุ 11 ปี โดยดูจากวงปีของกระดูกขา มีอายุอยู่ในช่วงปลาย Cretaceous Period ประมาณ 65-100 ล้านปีก่อน ลักษณะที่พบ คือมีจะงอยปาก มีฟันและมีขนกระจายทั่วตัว หนัก 1,400 กิโลกรัม สูง 5 เมตร มีขนาดใกล้เคียงกับ Tyrannosaurus และหนักกว่าไดโนเสาร์ชนิดคล้ายคลึงกันถึง 35 เท่า ฉันว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นนะที่มนุษย์ในปัจจุบันอย่างพวกเราได้ขุดพบฟอสซิล ของสัตว์ดึกดำบรรพ์ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของวิวัฒนาการไดโนเสาร์สู่นก จึงทำให้พวกเราได้มีโอกาสศึกษาและทราบถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสัตว์ดึกดำบรรพ์เหล่านั้น ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่บนดินแต่ในที่สุดกลับไปใช้ชีวิตอยู่บนท้องฟ้า!ข้างต้นได้กล่าวไปแล้วถึงลักษณะของไดโนเสาร์ที่คล้ายนก คราวนี้จะกล่าวถึงนกที่มีลักษณะคล้ายไดโนเสาร์บ้าง เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นถึงลักษณะร่วมของสัตว์ทั้งสองประเภท นกตัวที่ว่านี้โบราณกว่านกที่ชื่อ Archaeopteryx lithographica นกตัวนี้มีชื่อว่า Protoavis texensis เคยมีชีวิตในตอนปลายของ Triassic Period ประมาณ 225-210 ล้านปีก่อน ขุดพบที่รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ตัวยาวประมาณ 35 เซนติเมตร มีฟันแหลมคม มีขนปกคลุมลำตัว คาดว่าเป็นสัตว์หากินกลางคืน (Paul, 2002; Witmer, 2002) ตาโตคล้ายตาของนกฮูกและอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าของกะโหลกที่มีขนาดเล็กแต่เรียวยาวและแข็งแรง คอมีลักษณะเป็นรูปตัว S มีนิ้วที่ปลายปีกข้างละ 3 นิ้ว และเมื่อพิจารณาโครงสร้างของเล็บแล้วทำให้ทราบว่ามันสามารถปีนต้นไม้ได้ นับว่า Protoavis texensis เป็นฟอสซิลของนกดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา (Chatterjee, 1999)

ย้อนกลับไปถึง Archaeopteryx นกดึกดำบรรพ์ที่มีลักษณะร่วมระหว่างไดโนเสาร์กับนกซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี Dr. Angella Milner ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์โบราณชาวอังกฤษ แห่งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ร่วมกับคณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส วิทยาเขตออสติน ได้ทำการวิเคราะห์ลักษณะสมองของสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดนี้ด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อพิสูจน์ว่ามันสามารถบินได้จริงหรือไม่ โดยการตัดส่วนโพรงสมองยาวประมาณ 2 เซนติเมตรออกจากฟอสซิลที่ค้นพบในประเทศเยอรมนี แล้วใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพจำลองสมองแบบสามมิติ และพบว่ารูปทรงของสมองและความสามารถในการรับประสาทสัมผัสรวมทั้งหูส่วนในที่เชื่อมต่อกันอย่างสมดุล ล้วนมีลักษณะใกล้เคียงกับสมองของสัตว์ที่พัฒนาเป็นนกอย่างเต็มที่ Dr. Milner จึงสรุปแน่ชัดว่า Archaeopteryx นกดึกดำบรรพ์ ที่พัฒนามาจากไดโนเสาร์นี้สามารถบินได้จริง 
ไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลือดอุ่นหรือเลือดเย็น?
ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ และเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจจึงขอหยิบขึ้นมากล่าวถึงด้วยคือ ไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลือดอุ่นหรือเลือดเย็น? จากการที่ไดโนเสาร์สามารถอพยพไปในที่ต่างๆ ที่มีภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมแตกต่างกันและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นสัตว์เลือดอุ่น เพราะการอพยพต้องใช้พลังงานสูงซึ่งจะกระทำได้ดีเฉพาะสัตว์เลือดอุ่นเท่านั้น ซึ่งข้อสันนิษฐานที่ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันคือ ไดโนเสาร์ไม่ได้เป็นสัตว์เลือดเย็นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นสัตว์เลือดเย็นที่เตรียมจะวิวัฒนาการเป็นสัตว์เลือดอุ่นจึงทำให้มันสามารถปรับตัวได้ในทุกสภาวะ นั่นสินะ...ไม่อย่างนั้น มันคงไม่สามารถปรับตัวให้คงทนต่อสภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ถึง 150 ล้านปี!
ข้อความข้างล่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์ที่มีต่อวิวัฒนาการของไดโนเสาร์สู่นก ได้หยิบยกมาให้อ่านกัน
"โดย Alan Feduccia นักชีววิทยาชาวอเมริกันภาควิชาชีววิทยา, North Carolina University, สหรัฐอเมริกา
: กระดูกเพดานปากยาวขึ้น: กระดูกสะโพก 3 ส่วนเชื่อมกัน
: ข้อต่อระหว่างหัวไหล่และแขนชี้ไปด้านหลัง: หัวไหล่ยาวขึ้นประมาณ 1 ใน 3 ของความยาวกระดูกแขนท่อนบน
: ข้อต่อกระดูกนิ้วชี้มี 2-3 ท่อน: เบ้าสะโพกของท่อนขาส่วนบนมีขนาดใหญ่
: กระดูกท่อนขาล่างมีขนาดแตกต่างกัน"
และจากการที่ได้ค้นคว้าข้อมูลของไดโนเสาร์กลายเป็นนกจากตำราวิชาการและหนังสือที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้ทราบว่ามีไดโนเสาร์หลายสายพันธุ์ที่มีลักษณะคล้ายนกและมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นนก เช่น Velociraptor mongoliensis, Compsognathus longipes, Chonchraptor gravilis, Archaeornithomimus asiaticus, Troodon formosus เป็นต้น จึงได้ลองนำลักษณะบางส่วนทั้งทางกายภาพและโครงสร้างของสัตว์ทั้งสองประเภทนี้มาเปรียบเทียบดู ปรากฏว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด คือ
และจากการที่ได้ค้นคว้าข้อมูลของไดโนเสาร์กลายเป็นนกจากตำราวิชาการและหนังสือที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้ทราบว่ามีไดโนเสาร์หลายสายพันธุ์ที่มีลักษณะคล้ายนกและมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นนก เช่น Velociraptor mongoliensis, Compsognathus longipes, Chonchraptor gravilis, Archaeornithomimus asiaticus, Troodon formosus เป็นต้น จึงได้ลองนำลักษณะบางส่วนทั้งทางกายภาพและโครงสร้างของสัตว์ทั้งสองประเภทนี้มาเปรียบเทียบดู ปรากฏว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด คือ
-ลำตัวพัฒนาจากเกล็ดเป็นขนนกโดยเริ่มจากลักษณะขนที่เป็นร่างแหกลายเป็นเหมือนขนนกปัจจุบันปากพัฒนาเป็นจะงอยโดยเริ่มจากมีฟันแหลมคมกลายเป็นไม่มีฟัน
-ภายในกะโหลกพัฒนาจากทึบกลายเป็นมีโพรง
-ลักษณะหัวกะโหลกพัฒนาจากแบนกลายเป็นโหนก
-โครงกระดูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงและจากตันเป็นกลวงเพื่อให้มีน้ำหนักเบา ลำตัวเล็กลงและเพรียวขึ้น
-กระดูกสะโพกทั้ง 3 ส่วนพัฒนาเชื่อมติดกันและชี้ไปด้านหลังเหมือนสะโพกนก
-กระดูกส่วนอกพัฒนาเชื่อมติดกันและมีสันสูงตรงกลาง
-ขาหน้าพัฒนายืดออกกลายเป็นปีกเพื่อร่อนระหว่างกิ่งไม้จนสามารถบินได้
-นิ้วเท้าที่แผ่พัฒนางองุ้มเหมือนเท้านกและเล็บมีความแหลมคมเหมาะกับการเกาะกิ่งไม้
-นิ้วเท้ามี 3 นิ้วเช่นกัน และนิ้วเท้าที่ปลายปีกพัฒนาหดหายไป
-นกยุคแรกจะยังบินไม่คล่องแคล่วและกินเนื้อเป็นอาหาร ต่อมาการบินพัฒนามากขึ้นและเริ่มกินเมล็ดพืช
-ภายในกะโหลกพัฒนาจากทึบกลายเป็นมีโพรง
-ลักษณะหัวกะโหลกพัฒนาจากแบนกลายเป็นโหนก
-โครงกระดูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงและจากตันเป็นกลวงเพื่อให้มีน้ำหนักเบา ลำตัวเล็กลงและเพรียวขึ้น
-กระดูกสะโพกทั้ง 3 ส่วนพัฒนาเชื่อมติดกันและชี้ไปด้านหลังเหมือนสะโพกนก
-กระดูกส่วนอกพัฒนาเชื่อมติดกันและมีสันสูงตรงกลาง
-ขาหน้าพัฒนายืดออกกลายเป็นปีกเพื่อร่อนระหว่างกิ่งไม้จนสามารถบินได้
-นิ้วเท้าที่แผ่พัฒนางองุ้มเหมือนเท้านกและเล็บมีความแหลมคมเหมาะกับการเกาะกิ่งไม้
-นิ้วเท้ามี 3 นิ้วเช่นกัน และนิ้วเท้าที่ปลายปีกพัฒนาหดหายไป
-นกยุคแรกจะยังบินไม่คล่องแคล่วและกินเนื้อเป็นอาหาร ต่อมาการบินพัฒนามากขึ้นและเริ่มกินเมล็ดพืช
นอกจากนี้ ยังมีภาพการเปลี่ยนแปลงของลักษณะโครงสร้าง เช่น ขาหน้าไปสู่ปีก สะโพก กระดูก อก และนิ้วของสัตว์ทั้งสองประเภทมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพของวิวัฒนาการจากไดโนเสาร์ไปเป็นนกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วิวัฒนาการของไดโนเสาร์สู่นกเป็นตัวอย่างหนึ่งของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต แม้ทุกสภาพชีวิตจะมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของยีนส์อยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่หากสภาพแวดล้อม เช่น ภูมิอากาศ อาหาร พื้นที่ที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่นั้นมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งมีชีวิตก็จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ก็ยิ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ไดโนเสาร์ปรับตัวให้มีขนและบินได้เพื่อจับแมลงเป็นอาหารอาจเนื่องจากอาหารเดิมของมันหมดไป และเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย แล้วมนุษย์ล่ะ...หากอาหารของมนุษย์ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ไก่ หมู เหล่านี้หมดไป ผนวกกับการดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป (ก็มนุษย์เองนั่นแหละที่เป็นผู้ทำให้มันเป็นไป)
มนุษย์อาจต้องปรับตัวโดยการหันมากินอาหารหรือดำรงชีวิตในลักษณะที่ต่างไปจากเดิม แล้วมนุษย์จะมีสภาพร่างกายที่แตกต่างไปจากที่เป็นอยู่แค่ไหน... ใครจะรู้!
มนุษย์อาจต้องปรับตัวโดยการหันมากินอาหารหรือดำรงชีวิตในลักษณะที่ต่างไปจากเดิม แล้วมนุษย์จะมีสภาพร่างกายที่แตกต่างไปจากที่เป็นอยู่แค่ไหน... ใครจะรู้!


อ่านจบแล้วครับ แต่อ่านชื่อมันไม่ออกเลย
ตอบลบแต่เข้าใจนะ คนเราเก่งในเรื่องหาว่าทำไม ทำไม ทำไม
ถึงปัจจุบันถึงเป็นเช่นนี้จากอดีต หวังว่ามนุษย์ ผู้มีสติปัญญาสูงส่ง จะนำความความรู้ที่ มาสร้างอนาคตของพวกเรา
นอนละเหมียวๆ บาย ฝันดีนะครับ